ตามส้มโอไปเที่ยวหนานโถวกัน

banner

- สถานที่ท่องเที่ยว -

เขต Area
Puli Winery Center Puli Winery Center โรงกลั่นสุราแห่งนี้เป็นโรงกลั่นสำคัญประจำเมืองผูหลี่ แต่เดิมผลิตเฉพาะสุราที่หมักจากข้าวและสาเก แต่ในปัจจุบันหันมาผลิตสุราคุณภาพสูงที่กลั่นจากน้ำแร่หรือที่เรียกกันว่าสุรา Shaoxing (เฉาซิ่ง) ซึ่งเป็นสุราที่นิยมใช้ในการประกอบอาหารShaoxing เป็นสุราที่มีสีใส กลิ่นหอม คนไต้หวันและคนจีนนิยมนำมาใส่อาหารประเภทเนื้อเพื่อช่วยดับกลิ่นคาวหรือให้รสชาติเข้มข้นอร่อยยิ่งขึ้น พ่อครัวหลายคนเชื่อว่าการหมักเนื้อในสุราชนิดนี้จะทำให้เนื้อมีความนุ่มนวลและอร่อยมากยิ่งขึ้น โดยไม่ต้องกังวลว่าจะมึนเมาจากฤทธิ์แอลกอฮอล์ เพราะความร้อนในการประกอบอาหารจะทำให้แอลกอฮอล์ระเหยไปหมด เหลือแต่ความหอมหวานของสุราพิเศษชนิดนี้สุราชนิดนี้ใช้เวลาการหมักไม่นานมาก ส่วนใหญ่ที่จำหน่ายกันในท้องตลาดใช้เวลาหมักประมาณ 3-5 ปี บางประเภทที่พิเศษหน่อย ใช้เวลาหมักกันยาวนานถึง 10 ปี แต่ส่วนใหญ่ราคาไม่สูงจนเอื้อมไม่ไหวเหมือนไวน์ของแถบประเทศตะวันตกโรงกลั่นสุราแห่งนี้นอกจากมีสุราคุณภาพดีราคาหลากหลายระดับจำหน่ายแล้ว ยังมีพิพิธภัณฑ์และโรงงานโบราณให้นักท่องเที่ยวได้เข้าชมขั้นตอนผลิตแบบดั้งเดิมและวัฒนธรรมการดื่มของคนสมัยก่อนสมัยก่อนในช่วงที่เศรษฐกิจของไต้หวันไม่ได้มั่นคงอู้ฟูู่่แบบในปัจจุบัน คนสมัยก่อนเวลามีลูกสาวพ่อแม่จะเริ่มหมักสุราใส่ลงโถดิน เก็บเอาไว้จนกระทั่งลูกสาวเติบใหญ่ออกเรือนจึงนำสุราที่หมักเอาไว้นี้มอบให้ครอบครัวว่าที่บุตรเขยไว้ใช้เฉลิมฉลองวันสำคัญของทั้งสองครอบครัว เมื่อหมดงานจึงจะนำโถดิน รูปร่างคล้ายโอ่งดินขนาดเล็กนึ้ไปตกแต่งตั้งโชว์อวดริมกำแพง เป็นสัญลักษณ์ให้รู้ว่าลูกสาวบ้านนี้ออกเรือนเรียบร้อยแล้ว นอกจากสุราและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ที่นี่ยังเป็นศูนย์รวมของผลิตภัณฑ์น่าสนใจอื่นๆ อาทิเช่นผลิตภัณฑ์ขนมและอาหารเจ้าดังของท้องที่ เช่นไข่ชาและกุนเชียง เรียกได้ว่าแวะมาที่เดียว ได้ทั้งชิม ชมและช้อป
Puli Winery Center Puli Winery Center โรงกลั่นสุราแห่งนี้เป็นโรงกลั่นสำคัญประจำเมืองผูหลี่ แต่เดิมผลิตเฉพาะสุราที่หมักจากข้าวและสาเก แต่ในปัจจุบันหันมาผลิตสุราคุณภาพสูงที่กลั่นจากน้ำแร่หรือที่เรียกกันว่าสุรา Shaoxing (เฉาซิ่ง) ซึ่งเป็นสุราที่นิยมใช้ในการประกอบอาหารShaoxing เป็นสุราที่มีสีใส กลิ่นหอม คนไต้หวันและคนจีนนิยมนำมาใส่อาหารประเภทเนื้อเพื่อช่วยดับกลิ่นคาวหรือให้รสชาติเข้มข้นอร่อยยิ่งขึ้น พ่อครัวหลายคนเชื่อว่าการหมักเนื้อในสุราชนิดนี้จะทำให้เนื้อมีความนุ่มนวลและอร่อยมากยิ่งขึ้น โดยไม่ต้องกังวลว่าจะมึนเมาจากฤทธิ์แอลกอฮอล์ เพราะความร้อนในการประกอบอาหารจะทำให้แอลกอฮอล์ระเหยไปหมด เหลือแต่ความหอมหวานของสุราพิเศษชนิดนี้สุราชนิดนี้ใช้เวลาการหมักไม่นานมาก ส่วนใหญ่ที่จำหน่ายกันในท้องตลาดใช้เวลาหมักประมาณ 3-5 ปี บางประเภทที่พิเศษหน่อย ใช้เวลาหมักกันยาวนานถึง 10 ปี แต่ส่วนใหญ่ราคาไม่สูงจนเอื้อมไม่ไหวเหมือนไวน์ของแถบประเทศตะวันตกโรงกลั่นสุราแห่งนี้นอกจากมีสุราคุณภาพดีราคาหลากหลายระดับจำหน่ายแล้ว ยังมีพิพิธภัณฑ์และโรงงานโบราณให้นักท่องเที่ยวได้เข้าชมขั้นตอนผลิตแบบดั้งเดิมและวัฒนธรรมการดื่มของคนสมัยก่อนสมัยก่อนในช่วงที่เศรษฐกิจของไต้หวันไม่ได้มั่นคงอู้ฟูู่่แบบในปัจจุบัน คนสมัยก่อนเวลามีลูกสาวพ่อแม่จะเริ่มหมักสุราใส่ลงโถดิน เก็บเอาไว้จนกระทั่งลูกสาวเติบใหญ่ออกเรือนจึงนำสุราที่หมักเอาไว้นี้มอบให้ครอบครัวว่าที่บุตรเขยไว้ใช้เฉลิมฉลองวันสำคัญของทั้งสองครอบครัว เมื่อหมดงานจึงจะนำโถดิน รูปร่างคล้ายโอ่งดินขนาดเล็กนึ้ไปตกแต่งตั้งโชว์อวดริมกำแพง เป็นสัญลักษณ์ให้รู้ว่าลูกสาวบ้านนี้ออกเรือนเรียบร้อยแล้ว นอกจากสุราและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ที่นี่ยังเป็นศูนย์รวมของผลิตภัณฑ์น่าสนใจอื่นๆ อาทิเช่นผลิตภัณฑ์ขนมและอาหารเจ้าดังของท้องที่ เช่นไข่ชาและกุนเชียง เรียกได้ว่าแวะมาที่เดียว ได้ทั้งชิม ชมและช้อป
Paper Dome Paper Dome ที่มาของโดมกระดาษแห่งนี้มีเรื่องราวที่น่าประทับใจอยู่เบื้องหลัง อาคารหลังนี้มีโครงสร้างเป็นเสาที่ทำจากกระดาษเป็นฝีมือการดีไซน์ออกแบบของสถาปนิกชาวญี่ปุ่นชื่อคุณ Shigeru Ban เดิมทีอาคารหลังนี้ไม่ได้ตั้งอยู่ที่ไต้หวันแต่อยู่ที่ประเทศญี่ปุ่น โดยทำหน้าที่เป็นโบสถ์ชั่วคราวในช่วงปี 1995 หลังจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่เมืองโกเบ อาคารหลังนี้นอกจากทำหน้าที่เป็นโบสถ์ยึดเหนี่ยวจิตใจของคริสต์ศาสนิกชนแล้ว ยังเป็นที่รวมตัวทำกิจกรรมของชุมชนอีกด้วย โบสถ์กระดาษแห่งนี้ประกอบขึ้นจากเสากระดาษขนาดใหญ่ 58 ต้น ใช้อาสาสมัครสร้างถึง 160 คน โดยใช้เวลา ก่อสร้างเพียงแค่ 5 อาทิตย์เท่านั้นหลังจากเหตุการณ์การณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ หรือที่เรียกถึงกันว่าเหตุการณ์ 921 Earthquake ในปี 1999 ที่เขตหนานโถว เมืองผูหลี่เป็นเมืองที่ได้รับผลกระทบรุนแรงมากที่สุดเมืองหนึ่ง ต่อมาทางการและชุมชนได้มีการซ่อมแซมบูรณะและพัฒนาเมืองให้กลับมาฟื้นฟูใหม่ ในปี 2006 ทางญี่ปุ่นได้ส่งโบสถ์กระดาษแห่งนี้ให้มาเป็นขวัญเป็นกำลังใจ และที่ระลึกของเมืองเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของความเข้มแข็ง ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคและภัยธรรมชาติ รวมทั้งเป็นตัวแทนของความร่วมแรงร่วมใจของคนในชุมชนและประเทศการเดินทางของโบสถ์กระดาษแห่งนี้ไม่ง่ายเลย ระหว่างการขนส่งเสากระดาษขนาดใหญ่เหล่านี้ผ่านทางเรือจากประเทศญี่ปุ่นมาไต้หวันเป็นช่วงฤดูฝน เสาบางต้นโดนฝนทำให้มีน้ำซึม หากลองสังเกตดูให้ดีจะเห็นรอยคราบน้ำจากการเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลครั้งนั้นนอกจากความพิเศษของโบสถ์กระดาษแล้วที่นี่ยังมีสระบัวหลวงที่งดงาม บางต้นสูงกว่าคนยืน มีผีเสื้อมากมายหลากร้อยพันธุ์ หากใครชอบธรรมชาติมาเยี่ยมชมที่นี่ี่จะลืมเวลากันเลยทีเดียว ด้านในมีร้านกาแฟและขนมให้บริการ สามารถไปนั่งทอดอารมณ์เพลินๆดื่มด่ำกับธรรมชาติได้อย่าลืมไปลองขึ้นไปยืนบนเรือเหล็กสีขาวในสระบัว เขาสร้างไว้เพื่อให้คนรุ่นหลังและผู้มาเยือนได้สัมผัสความรู้สึกจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในปี 1999 นั้น สามารถทำได้โดยการขย่มเรือเบาๆ ระหว่างที่ขึ้นไปยืนจะได้ยินเสียงเหล็กตีกันและพื้นที่ขยับขึ้นๆลงๆโคลงเคลง ขนาดแค่เป็นการจำลองยังอดรู้สึกใจหวิวๆไม่ได้ คิดถึงคนในท้องที่ที่ประสบกับเหตุการณ์ในวันนั้น ทุกคนล้วนแต่มีจิตใจที่เข้มแข็งจึงผ่านเวลาที่ยากลำบากและสามารถพลิกวิกฤติครั้งนั้นให้กลับเป็นพื้นที่ที่สวยงามอย่างโดมกระดาษแห่งนี้
ร้านอาหารจินตู Jin Du Restaurant ร้านอาหารจินตู Jin Du Restaurant ร้านอาหารคุณภาพดีที่มีต้นกำเนิดมาจากความรักและความฝันของคู่สามีภรรยา คุณ Wang Wen-Zheng และคุณ Lin Su-Zhen คุณ Lin ภรรยา ผูกพันกับการทำอาหารมาตั้งแต่ยังเล็ก ไม่ใช่แค่ชำนาญเรื่องราวของการปรุงอาหารเฉพาะในครัวเท่านั้นแต่ยังรวมไปถึงการคัดเลือกวัตถุดิบ และลงมือปลูกดูแลด้วยตนเอง จึงไม่แปลกที่เราจะเห็นวัตถุดิบสดใหม่และมีเฉพาะในพื้นที่ซึ่งนำมาเป็นส่วนหนึ่งของอาหารจานอร่อยของภัตตาคารแห่งนี้ นอกจากคุณภาพอาหารที่ดีแล้วการใส่ใจในรายละเอียดและสร้างสรรค์เมนูครีเอทีฟใหม่ๆ ยังเป็นหัวใจที่สำคัญในการดำเนินธุรกิจครอบครัวที่มีมาตั้งแต่ปีค.ศ. 1994 แห่งนี้ทางร้านให้ความใส่ใจในทุกรายละเอียด เข้าใจถึงวัตถุดิบ เรียนรู้ศึกษาวิธีการปรุงอาหารอย่างลึกซึ้ง และให้ความสำคัญกับการจัดวางจานที่สวยงามและน่ารับประทาน นอกจากมาลิ้มลองอาหารรสชาติอร่อยสดใหม่ที่ปรุงด้วยวัตถุดิบของท้องถิ่นที่หาทานที่อื่นไม่ได้แล้ว หากสนใจเรียนรู้เคล็ดลับการปรุงอาหารทางร้านยังมีบริการเปิดสอนการประกอบอาหารจานเด่นที่ใช้เวลาไม่มากอีกด้วย ผู้เรียนจะได้รับความสนุกสนานพร้อมกับเข้าใจถึงเคล็ดลับวิธีการที่จะทำให้วัตถุดิบธรรมดาๆกลับกลายเป็นเมนูจานอร่อย กลับจากไต้หวันไปก็ยังสามารถประกอบลองทำเองที่บ้านได้ ทางร้านมีเชฟผู้ชำนาญคอยให้คำแนะนำและดูแลอย่างใกล้ชิด บริเวณที่จะสอนก็เป็นห้องครัวที่ทันสมัยได้มาตรฐานสากล เมื่อเรียนเสร็จแล้วยังได้ใบประกาศนียบัตรกลับไปเป็นที่ระลึกอีกด้วย ทีมเชฟของร้านนี้นอกจากจะได้รางวัลมากมายภายในประเทศแล้วยังได้รับเลือกให้ไปประกอบอาหารในงานเลี้ยงที่ทำเนียบขาว ประเทศสหรัฐอเมริกามาแล้วอีกด้วย อิ่มอร่อยกับอาหารแล้วอย่าลืมเจียดเวลาแวะไปดูพิพิธภัณฑ์ที่ทางร้านจัดเตรียมไว้ ถึงแม้จะมีขนาดไม่ใหญ่ แต่สิ่งละอันพันละน้อยในพิพิธภัณฑ์ทำให้เราได้เรียนรู้ถึงวัฒนธรรมการประกอบอาหารของไต้หวันตั้งแต่สมัยโบราณจนถึงปัจจุบัน
​เมืองเถาหมี่ Taomi Town ​เมืองเถาหมี่ Taomi Town เมืองเล็กๆประชากรไม่เยอะแห่งนี้เป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่น่าสนใจของไต้หวัน หลังจากเกิดเหตุการณ์ แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในปีค.ศ. 1999 (921 Earthquake) ซึ่งมีความรุนแรงกว่า 7.6-7.7 แมกนิจูด ทำให้เถาหมี่ได้รับความเสียหายเป็นอย่างมาก จากเดิมที่ประสบปัญหาการว่างงานอยู่แล้วทำให้ยิ่งลำบากมากขึ้น สมาชิกในเมืองมีการอพยพออกนอกพื้นที่เพื่อหางานใหม่จนกระทั่งทางรัฐบาลได้มีการจัดงบประมาณฟื้นฟูพื้นที่แห่งนี้ มีการวิเคราะห์ถึงข้อเด่นของเถาหมี่ ซึ่งเป็นพื้นที่สีเขียวที่มีความสมบูรณ์ของธรรมชาติสูง โดยเฉพาะคุณภาพน้ำของเขตนี้ซึ่งมีความบริสุทธิ์สูง จนทำให้เป็นแหล่งอาศัยของกบหายากกว่า 23 พันธุ์ จากทั้งหมด 28 พันธุ์ทั่วประเทศนักวิจัยจากหลากหลายประเทศเดินทางมาศึกษาความสมบูรณ์ทางธรรมชาติของเขตนี้ จากเมืองเล็กๆธรรมดากลายเป็นเมืองที่มีความน่าสนใจ จนได้รับการสนับสนุนให้เป็นเมืองท่องเที่ยวเชิงนิเวศ (Ecotourism)มีการพัฒนาบุคลากรและให้ความรู้กับประชาชนในพื้นที่ เพื่อรักษาคุณภาพของธรรมชาติให้สมดุลย์ ในขณะเดียวกันก็มีการพัฒนาบุกเบิกกิจกรรมการท่องเที่ยวให้นักเดินทางได้เข้าชม หากเดินทางมาเที่ยวที่เมืองนี้ในช่วงประมาณเดือนสิงหาถึงพฤษภา อย่าพลาดทริปการเดินชมฝูงหิงห้อยยามค่ำคืน ด้วยธรรมชาติที่สมดุลย์และจำนวนคนที่ไม่พลุกพล่าน ทำให้เถาหมี่เป็นพื้นที่ที่มีสมาชิกหิงห้อยมารวมตัวกันมากเป็นอันดับต้นๆของไต้หวันนอกจากกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงนิเวศแล้ว ที่นี่ยังมีกิจกรรม DIY น่าสนใจอื่นๆอีกด้วย เรียกได้ว่าครบวงจรความสนุกสำหรับทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะหากเดินทางกับสมาชิกรุ่นเยาว์
ร้านอาหารจินตู Jin Du Restaurant ร้านอาหารจินตู Jin Du Restaurant ร้านอาหารคุณภาพดีที่มีต้นกำเนิดมาจากความรักและความฝันของคู่สามีภรรยา คุณ Wang Wen-Zheng และคุณ Lin Su-Zhen คุณ Lin ภรรยา ผูกพันกับการทำอาหารมาตั้งแต่ยังเล็ก ไม่ใช่แค่ชำนาญเรื่องราวของการปรุงอาหารเฉพาะในครัวเท่านั้นแต่ยังรวมไปถึงการคัดเลือกวัตถุดิบ และลงมือปลูกดูแลด้วยตนเอง จึงไม่แปลกที่เราจะเห็นวัตถุดิบสดใหม่และมีเฉพาะในพื้นที่ซึ่งนำมาเป็นส่วนหนึ่งของอาหารจานอร่อยของภัตตาคารแห่งนี้นอกจากคุณภาพอาหารที่ดีแล้วการใส่ใจในรายละเอียดและสร้างสรรค์เมนูครีเอทีฟใหม่ๆ ยังเป็นหัวใจที่สำคัญในการดำเนินธุรกิจครอบครัวที่มีมาตั้งแต่ปีค.ศ. 1994 แห่งนี้ทางร้านให้ความใส่ใจในทุกรายละเอียด เข้าใจถึงวัตถุดิบ เรียนรู้ศึกษาวิธีการปรุงอาหารอย่างลึกซึ้ง และให้ความสำคัญกับการจัดวางจานที่สวยงามและน่ารับประทาน นอกจากมาลิ้มลองอาหารรสชาติอร่อยสดใหม่ที่ปรุงด้วยวัตถุดิบของท้องถิ่นที่หาทานที่อื่นไม่ได้แล้ว หากสนใจเรียนรู้เคล็ดลับการปรุงอาหารทางร้านยังมีบริการเปิดสอนการประกอบอาหารจานเด่นที่ใช้เวลาไม่มากอีกด้วย ผู้เรียนจะได้รับความสนุกสนานพร้อมกับเข้าใจถึงเคล็ดลับวิธีการที่จะทำให้วัตถุดิบธรรมดาๆกลับกลายเป็นเมนูจานอร่อย กลับจากไต้หวันไปก็ยังสามารถประกอบลองทำเองที่บ้านได้ ทางร้านมีเชฟผู้ชำนาญคอยให้คำแนะนำและดูแลอย่างใกล้ชิด บริเวณที่จะสอนก็เป็นห้องครัวที่ทันสมัยได้มาตรฐานสากล เมื่อเรียนเสร็จแล้วยังได้ใบประกาศนียบัตรกลับไปเป็นที่ระลึกอีกด้วยทีมเชฟของร้านนี้นอกจากจะได้รางวัลมากมายภายในประเทศแล้วยังได้รับเลือกให้ไปประกอบอาหารในงานเลี้ยงที่ทำเนียบขาว ประเทศสหรัฐอเมริกามาแล้วอีกด้วย อิ่มอร่อยกับอาหารแล้วอย่าลืมเจียดเวลาแวะไปดูพิพิธภัณฑ์ที่ทางร้านจัดเตรียมไว้ ถึงแม้จะมีขนาดไม่ใหญ่ แต่สิ่งละอันพันละน้อยในพิพิธภัณฑ์ทำให้เราได้เรียนรู้ถึงวัฒนธรรมการประกอบอาหารของไต้หวันตั้งแต่สมัยโบราณจนถึงปัจจุบัน
​Feeling 18 ร้านช็อคโกแล็ต ​Feeling 18 ร้านช็อคโกแล็ต เรื่องราวที่มาของร้านช็อกโกแลตแห่งนี้มีความน่าสนใจ จากร้านค้าออนไลน์เล็กๆที่เปิดขายในปี 2006 ขยายมาเป็นจุดท่องเที่ยวที่โด่งดังประจำเมืองผูหลี่ หลายคนสงสัยว่าทำไมถึงต้องเป็นเลข 18 ที่มาของหมายเลขนี้มาจากอุณหภูมิที่เหมาะสมในการทำและรักษาช็อกโกแลตซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์พระเอกของร้าน ด้วยราคาที่ไม่แพงมากแต่เปี่ยมไปด้วยคุณภาพทำให้ร้านออนไลน์เล็กๆแห่งนี้เติบโตอย่างรวดเร็ว และเปิดหน้าร้านเป็นครั้งแรกในปีถัดมา ถัดมาไม่กี่ปีนอกจากช็อกโกแลตแล้วทางร้านยังพัฒนาผลิตภัณฑ์เพิ่มขึ้นหลากหลายแต่ยังคงคุณภาพแบบพรีเมี่ยมเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นไอศครีมเจลาโต้แบบอิตาเลียน ซึ่งทางร้านเน้นใช้วัตถุดิบที่มีคุณภาพและมาจากธรรมชาติ เรียกว่าอร่อยกันได้แบบไม่ต้องรู้สึกผิดมากนัก อีกผลิตภัณฑ์ที่ทางร้านภูมิใจนำเสนอและเป็นที่นิยมคือเค้กโรลขอนไม้ Baumkuchenซึ่งเป็นเค้กที่มีต้นกำเนิดมาจากประเทศเยอรมันนีและ ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในประเทศญี่ปุ่น โดยสูตรพิเศษของ Feeling 18 มีการดัดแปลงนำน้ำผึ้งชนิดพิเศษของไต้หวันผสมเข้าไปด้วย ทำให้เค้กซิกเนเจอร์นี้มีรสชาติหอมหวาน เนื้อนุ่มละมุน ล่าสุดทาง Feeling 18 มีการอิมพอร์ตเม็ดกาแฟคุณภาพดีมาจากต่างประเทศ โดยเน้นกาแฟที่มีรสชาติกลมกล่อม ดื่มง่าย และนำมาจำหน่ายในราคาที่ไม่สูงมาก เพื่อให้ผู้ที่มาใช้บริการได้สัมผัสประสบการณ์ความอร่อยแบบเต็มรูปแบบ ผลิตภัณฑ์ของร้านมีวางขายอยู่หลายที่ทั่วประเทศ แต่ถ้าอยากสัมผัสประสบการณ์ความอร่อยแบบ 360 องศาต้องแวะมาที่สาขาออริจินัลที่เมืองผูหลี่เท่านั้นจากร้านเล็กๆหัวมุมถนนที่มีขายแค่ช็อกโกแลต ปัจจุบันมีทั้งอาหารคาวหวานไม่ว่าจะเป็นพิซซ่า พาสต้า สุกี้หม้อร้อน และที่ขาดไม่ได้คือขนมหวานไฮไลต์อย่างไอศกรีมและช็อคโกแล็ต ซึ่งแต่ละร้านตั้งอยู่ไม่ไกลจากกันมากนัก แวะที่เดียวได้ทั้งชิม ชมและช้อปครบทุกอย่าง
Bear and Moose B&B Bear and Moose B&B ที่พักสีหวานหน้าตาน่ารักซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางธรรมชาติแห่งนี้หากใครได้มาพักคงไม่อยากเดินทางกลับกันแน่ เจ้าของเคยทำงานอยู่โรงแรมห้าดาว จึงให้ความสำคัญแก่ความสะดวกและอยู่สบายของห้องพักเป็นพิเศษ ห้องพักของที่นี่มีจำนวนไม่มาก แต่ละห้องตกแต่งแตกต่างกันไป แต่ที่เหมือนกันคือใช้สีสบายตา ดูแล้วอบอุ่นผ่อนคลาย หากใครชอบทำขนม ทางที่พักยังเปิดสอนคลาสสอนทำขนม ที่ใช้เวลาไม่มากและไม่ยากจนเกินไปอีกด้วยล่าสุด Bear and Moose กำลังมีโปรเจ็คสร้างขยายที่พัก ครั้งนี้ตกแต่งด้วยบรรยากาศไทยๆ และมีความหรูหราอยู่สบายมากกว่าเดิม ที่น่าประทับใจคือเจ้าของชอบเมืองไทยมาก ไปศึกษาเพิ่มเติมจนสามารถพูดภาษาไทยไดัอีกด้วย
​ร้านจักรยาน 545 (545 Bike) ​ร้านจักรยาน 545 (545 Bike) ร้านจักรยานเล็กๆตั้งอยู่ไม่ไกลจากท่ารถบัสในตัวเมืองผูหลี่แห่งนี้มีความน่าสนใจอยู่ไม่น้อย มองดูเผินๆอาจจะเหมือนร้านเช่าจักรยานธรรมดา หน้าตาเรียบง่ายไม่ได้มีความพิเศษอะไร แต่หากเราทำความรู้จักลึกลงไปอีกนิดจะรู้ว่าร้านจักรยานแห่งนี้เต็มไปด้วยความรัก อุดมการและมิตรภาพ ที่รอให้นักท่องเที่ยวแวะมาทำความรู้จักและค้นพบ นอกจากมีบริการให้เช่าจักรยานแล้วที่นี่ยังมีทัวร์จักรยานที่พาสมาชิกนักเดินทางออกท่องเที่ยวทำความรู้จักซอกแซกไปยังซอยเล็กซอยน้อยและสถานที่สำคัญของผูหลี่หัวหน้าจักรยานหรือ Bike Leader ไม่ใช่หน้าที่ที่ใครจะมาทำก็ได้ ทุกคนต้องผ่านการคัดกรองฝึกฝนและเรียนรู้อย่างชำนาญเกี่ยวกับประวัติศาสตร์เรื่องราวของสถานที่สำคัญและเส้นทางอย่างปรุโปร่งก่อนไม่แปลกใจเลยว่าทำไมหัวหน้าจักรยานทุกคนถึงดูแลลูกทีมได้ดีเสมอ ทางร้านสามารถปรับตารางให้ตรงกับความต้องการ ระดับความแข็งแรงของสุขภาพของสมาชิกนักเดินทางทุกกลุ่มเสมอ เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะมีเวลามากน้อยแค่ไหนก็สามารถสนุกสนานและเอ็นจอยกับเส้นทางสโลไลฟ์นี้ได้ นอกจากได้ฟังเรื่องราวดีๆ ประวัติศาสที่น่าสนใจของสถานที่ ได้พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและตอบคำถามไขข้อข้องใจต่างๆแล้ว อีกหนึ่งความพิเศษของ ร้านจักรยาน 545 คือจักรยานที่ไม่ธรรมดาของไบค์ลีดเดอร์ จักรยานของหัวหน้าทีม ตอนท้ายจะมีเหมือนตู้ใส่ของพ่วงไปด้วย มองดูหน้าตาเหมือนตู้ไม้เล็กๆโบราณ ทุกจุดที่แวะไบค์ลีดเดอร์จะมีเมนูอร่อยๆหรือเซอร์ไพรส์ เล็กๆที่เกี่ยวข้องกับสถานที่นั้นนั้นมาให้เราได้ ตื่นตาตื่นใจ (หรืออร่อย!) กันเสมอ นอกจากได้ชมเสน่ห์ของเมืองเล็กๆน่ารักแบบนี้แบบละมุนละไมแล้ว จบทริปยังได้ประกาศนียบัตรเป็นที่ระลึกไปโชว์ที่บ้านอีกด้วย
BoBoMi B&B BoBoMi B&B ที่พักชื่อแปลกแต่ออกเสียงง่ายนี้ เกิดจากความรักในการให้บริการของกลุ่มเพื่อนรัก ห้องพักของที่นี่มีขนาดใหญ่และกว้างมาก เหมาะกับการใช้เวลาอยู่กับครอบครัวโดยเฉพาะหากท่องเที่ยวกับสมาชิกตัวน้อย ดีไซน์เก๋ไก่สีหวานแหววเป็นผลงานจากหนึ่งผู้ก่อตั้ง ซึ่งเป็นนักวาดภาพประกอบนิทานและหนังสือสำหรับเด็กและเยาวชน โทนสีอ่อนและการตกแต่งด้วยธีมสีสบายตาทำให้รู้สึกผ่อนคลายและมีความสุขไปกับการใช้เวลาอยู่ในเมืองที่เวลาเดินช้าแบบนี้ นอกจากห้องพักที่อยู่สบายแล้ว มื้อเช้าของที่นี่ยังจัดเตรียมด้วยความตั้งอกตั้งใจ อาหารเช้าเซ็ทไม่ใหญ่ อิ่มกำลังดี ทำมาจากวัตถุดิบที่ปลูกในท้องถิ่น เมนูที่เสิร์ฟจะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับฤดูกาล แต่รับรองว่าอร่อยทุกเมนูแน่นอน
วัดจงไถซาน Chung Tai Chan Monastery วัดจงไถซาน Chung Tai Chan Monastery หากมาเยือนผูหลี่ แล้วไม่ได้แวะมาสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่วัดนี้อาจเรียกว่ายังมาไม่ถึงอย่างแท้จริงวัดนี้เป็นวัดพุทธที่มีพื้นที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับที่สองในไต้หวัน และมีสิ่งปลูกสร้างสูงที่สุด ด้วยความสูงถึง 136 เมตร (43 ชั้น) หากมองจากด้านข้างจะเห็นได้ว่าตัวอาคารเชื่อมต่อกันเป็นรูปทรงของพระพุทธรูปปางสมาธิ วัดสร้างเสร็จสมบูรณ์ในเดือนกันยายนปีค.ศ. 2001 โดยสถาปัตยกรรมแห่งนี้ได้รับการกล่าวถึงอย่างมาก หลายเสียงลงความเห็นว่าตัวอาคารภายนอกมีลักษณะคล้ายมัสยิดผสมกับจรวดผู้ออกแบบคือคุณ CY Lee สถาปนิกคนเดียวกับที่ออกแบบตึกไทเป 101 ใช้เวลาก่อสร้างถึง 10 ปีด้วยเงินบริจาคมหาศาล เจ้าอาวาส Wei Chueh มีวิสัยทัศน์ ตั้งใจสร้างสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ให้ดูยิ่งใหญ่ดึงดูดทั้งทางสายตาและจิตวิญญาณ วัสดุก่อสร้างที่เลือกใช้ก็ยึดหลักแข็งแรงทนทาน มีอายุการใช้งานที่ยาวนานไม่ต้องบูรณะบ่อย อย่างยอดโดมที่เห็น วัสดุที่ใช้คือไทเทเนี่ยม ซึ่งมีน้ำหนักเบาแต่แข็งแรงทนทานต่อทุกสภาพอากาศ ระหว่างก่อสร้างเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ แต่โครงสร้างและอาคารของศาสนสถานแห่งนี้กลับไม่ได้รับความเสียหายมากเท่าไหร่นักนี่เป็นเครื่องพิสูจน์อย่างดีถึงความแข็งแรง ของโครงสร้างและตัวอาคารแห่งนี้ นอกจากสถาปัตยกรรมที่น่าสนใจแล้วการออกแบบทุกตารางนิ้วของที่นี่ยังเต็มไปด้วยปรัชญาและคำสอนของพุทธศาสนา หากมีเวลามากพอ อยากเชิญชวนให้ทุกคนร่วมฟังคำบรรยายจากเจ้าหน้าที่ของทางวัด เราจะได้รับรู้และซาบซึ้งถึงความหมายที่ผูกอยู่กับสถาปัตยกรรมที่นาตื่นตาตื่นใจนี้ ถึงแม้ว่าตัวอาคารจะมีความสูงถึง 43 ชั้น แต่พื้นที่ที่เปิดให้เข้าชมจะอยู่ระหว่างแค่ชั้นล่างๆ ด้านบนจะเปิดให้เข้าเฉพาะกรณีพิเศษและระหว่างพิธีสำคัญเท่านั้น หลังจากสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์แล้วอย่าลืมแวะไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ Chung Tai World และ แกลอรี่รูปปั้นไม้แกะสลักของทางวัด ซึ่งมีผลงานศิลปะที่เกี่ยวเนื่องกับพระพุทธรูปหลากหลายปางจากต่างยุคต่างสมัย ทางพิพิธภัณฑ์จัดแบ่งหมวดหมู่เอาไว้อย่างน่าสนใจและจัดแสดงอย่างสวยงาม บัตรเข้าชมซื้อแค่ครั้งเดียวสามารถเข้าได้ทั้ง 2 พิพิธภัณฑ์ เปิดให้เข้าชมตั้งแต่เวลา 9.00 ถึง 17.00 น. (ปิดทุกวันจันทร์)