ตามส้มโอไปเที่ยวหนานโถวกัน

banner

- สถานที่ท่องเที่ยว -

เขต Area
Puli Winery Center Puli Winery Center โรงกลั่นสุราแห่งนี้เป็นโรงกลั่นสำคัญประจำเมืองผูหลี่ แต่เดิมผลิตเฉพาะสุราที่หมักจากข้าวและสาเก แต่ในปัจจุบันหันมาผลิตสุราคุณภาพสูงที่กลั่นจากน้ำแร่หรือที่เรียกกันว่าสุรา Shaoxing (เฉาซิ่ง) ซึ่งเป็นสุราที่นิยมใช้ในการประกอบอาหารShaoxing เป็นสุราที่มีสีใส กลิ่นหอม คนไต้หวันและคนจีนนิยมนำมาใส่อาหารประเภทเนื้อเพื่อช่วยดับกลิ่นคาวหรือให้รสชาติเข้มข้นอร่อยยิ่งขึ้น พ่อครัวหลายคนเชื่อว่าการหมักเนื้อในสุราชนิดนี้จะทำให้เนื้อมีความนุ่มนวลและอร่อยมากยิ่งขึ้น โดยไม่ต้องกังวลว่าจะมึนเมาจากฤทธิ์แอลกอฮอล์ เพราะความร้อนในการประกอบอาหารจะทำให้แอลกอฮอล์ระเหยไปหมด เหลือแต่ความหอมหวานของสุราพิเศษชนิดนี้สุราชนิดนี้ใช้เวลาการหมักไม่นานมาก ส่วนใหญ่ที่จำหน่ายกันในท้องตลาดใช้เวลาหมักประมาณ 3-5 ปี บางประเภทที่พิเศษหน่อย ใช้เวลาหมักกันยาวนานถึง 10 ปี แต่ส่วนใหญ่ราคาไม่สูงจนเอื้อมไม่ไหวเหมือนไวน์ของแถบประเทศตะวันตกโรงกลั่นสุราแห่งนี้นอกจากมีสุราคุณภาพดีราคาหลากหลายระดับจำหน่ายแล้ว ยังมีพิพิธภัณฑ์และโรงงานโบราณให้นักท่องเที่ยวได้เข้าชมขั้นตอนผลิตแบบดั้งเดิมและวัฒนธรรมการดื่มของคนสมัยก่อนสมัยก่อนในช่วงที่เศรษฐกิจของไต้หวันไม่ได้มั่นคงอู้ฟูู่่แบบในปัจจุบัน คนสมัยก่อนเวลามีลูกสาวพ่อแม่จะเริ่มหมักสุราใส่ลงโถดิน เก็บเอาไว้จนกระทั่งลูกสาวเติบใหญ่ออกเรือนจึงนำสุราที่หมักเอาไว้นี้มอบให้ครอบครัวว่าที่บุตรเขยไว้ใช้เฉลิมฉลองวันสำคัญของทั้งสองครอบครัว เมื่อหมดงานจึงจะนำโถดิน รูปร่างคล้ายโอ่งดินขนาดเล็กนึ้ไปตกแต่งตั้งโชว์อวดริมกำแพง เป็นสัญลักษณ์ให้รู้ว่าลูกสาวบ้านนี้ออกเรือนเรียบร้อยแล้ว นอกจากสุราและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ที่นี่ยังเป็นศูนย์รวมของผลิตภัณฑ์น่าสนใจอื่นๆ อาทิเช่นผลิตภัณฑ์ขนมและอาหารเจ้าดังของท้องที่ เช่นไข่ชาและกุนเชียง เรียกได้ว่าแวะมาที่เดียว ได้ทั้งชิม ชมและช้อป
Paper Dome Paper Dome ที่มาของโดมกระดาษแห่งนี้มีเรื่องราวที่น่าประทับใจอยู่เบื้องหลัง อาคารหลังนี้มีโครงสร้างเป็นเสาที่ทำจากกระดาษเป็นฝีมือการดีไซน์ออกแบบของสถาปนิกชาวญี่ปุ่นชื่อคุณ Shigeru Ban เดิมทีอาคารหลังนี้ไม่ได้ตั้งอยู่ที่ไต้หวันแต่อยู่ที่ประเทศญี่ปุ่น โดยทำหน้าที่เป็นโบสถ์ชั่วคราวในช่วงปี 1995 หลังจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่เมืองโกเบ อาคารหลังนี้นอกจากทำหน้าที่เป็นโบสถ์ยึดเหนี่ยวจิตใจของคริสต์ศาสนิกชนแล้ว ยังเป็นที่รวมตัวทำกิจกรรมของชุมชนอีกด้วย โบสถ์กระดาษแห่งนี้ประกอบขึ้นจากเสากระดาษขนาดใหญ่ 58 ต้น ใช้อาสาสมัครสร้างถึง 160 คน โดยใช้เวลา ก่อสร้างเพียงแค่ 5 อาทิตย์เท่านั้นหลังจากเหตุการณ์การณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ หรือที่เรียกถึงกันว่าเหตุการณ์ 921 Earthquake ในปี 1999 ที่เขตหนานโถว เมืองผูหลี่เป็นเมืองที่ได้รับผลกระทบรุนแรงมากที่สุดเมืองหนึ่ง ต่อมาทางการและชุมชนได้มีการซ่อมแซมบูรณะและพัฒนาเมืองให้กลับมาฟื้นฟูใหม่ ในปี 2006 ทางญี่ปุ่นได้ส่งโบสถ์กระดาษแห่งนี้ให้มาเป็นขวัญเป็นกำลังใจ และที่ระลึกของเมืองเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของความเข้มแข็ง ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคและภัยธรรมชาติ รวมทั้งเป็นตัวแทนของความร่วมแรงร่วมใจของคนในชุมชนและประเทศการเดินทางของโบสถ์กระดาษแห่งนี้ไม่ง่ายเลย ระหว่างการขนส่งเสากระดาษขนาดใหญ่เหล่านี้ผ่านทางเรือจากประเทศญี่ปุ่นมาไต้หวันเป็นช่วงฤดูฝน เสาบางต้นโดนฝนทำให้มีน้ำซึม หากลองสังเกตดูให้ดีจะเห็นรอยคราบน้ำจากการเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลครั้งนั้นนอกจากความพิเศษของโบสถ์กระดาษแล้วที่นี่ยังมีสระบัวหลวงที่งดงาม บางต้นสูงกว่าคนยืน มีผีเสื้อมากมายหลากร้อยพันธุ์ หากใครชอบธรรมชาติมาเยี่ยมชมที่นี่ี่จะลืมเวลากันเลยทีเดียว ด้านในมีร้านกาแฟและขนมให้บริการ สามารถไปนั่งทอดอารมณ์เพลินๆดื่มด่ำกับธรรมชาติได้อย่าลืมไปลองขึ้นไปยืนบนเรือเหล็กสีขาวในสระบัว เขาสร้างไว้เพื่อให้คนรุ่นหลังและผู้มาเยือนได้สัมผัสความรู้สึกจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในปี 1999 นั้น สามารถทำได้โดยการขย่มเรือเบาๆ ระหว่างที่ขึ้นไปยืนจะได้ยินเสียงเหล็กตีกันและพื้นที่ขยับขึ้นๆลงๆโคลงเคลง ขนาดแค่เป็นการจำลองยังอดรู้สึกใจหวิวๆไม่ได้ คิดถึงคนในท้องที่ที่ประสบกับเหตุการณ์ในวันนั้น ทุกคนล้วนแต่มีจิตใจที่เข้มแข็งจึงผ่านเวลาที่ยากลำบากและสามารถพลิกวิกฤติครั้งนั้นให้กลับเป็นพื้นที่ที่สวยงามอย่างโดมกระดาษแห่งนี้
วัดจงไถซาน Chung Tai Chan Monastery วัดจงไถซาน Chung Tai Chan Monastery หากมาเยือนผูหลี่ แล้วไม่ได้แวะมาสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่วัดนี้อาจเรียกว่ายังมาไม่ถึงอย่างแท้จริงวัดนี้เป็นวัดพุทธที่มีพื้นที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับที่สองในไต้หวัน และมีสิ่งปลูกสร้างสูงที่สุด ด้วยความสูงถึง 136 เมตร (43 ชั้น) หากมองจากด้านข้างจะเห็นได้ว่าตัวอาคารเชื่อมต่อกันเป็นรูปทรงของพระพุทธรูปปางสมาธิ วัดสร้างเสร็จสมบูรณ์ในเดือนกันยายนปีค.ศ. 2001 โดยสถาปัตยกรรมแห่งนี้ได้รับการกล่าวถึงอย่างมาก หลายเสียงลงความเห็นว่าตัวอาคารภายนอกมีลักษณะคล้ายมัสยิดผสมกับจรวดผู้ออกแบบคือคุณ CY Lee สถาปนิกคนเดียวกับที่ออกแบบตึกไทเป 101 ใช้เวลาก่อสร้างถึง 10 ปีด้วยเงินบริจาคมหาศาล เจ้าอาวาส Wei Chueh มีวิสัยทัศน์ ตั้งใจสร้างสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ให้ดูยิ่งใหญ่ดึงดูดทั้งทางสายตาและจิตวิญญาณ วัสดุก่อสร้างที่เลือกใช้ก็ยึดหลักแข็งแรงทนทาน มีอายุการใช้งานที่ยาวนานไม่ต้องบูรณะบ่อย อย่างยอดโดมที่เห็น วัสดุที่ใช้คือไทเทเนี่ยม ซึ่งมีน้ำหนักเบาแต่แข็งแรงทนทานต่อทุกสภาพอากาศ ระหว่างก่อสร้างเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ แต่โครงสร้างและอาคารของศาสนสถานแห่งนี้กลับไม่ได้รับความเสียหายมากเท่าไหร่นักนี่เป็นเครื่องพิสูจน์อย่างดีถึงความแข็งแรง ของโครงสร้างและตัวอาคารแห่งนี้ นอกจากสถาปัตยกรรมที่น่าสนใจแล้วการออกแบบทุกตารางนิ้วของที่นี่ยังเต็มไปด้วยปรัชญาและคำสอนของพุทธศาสนา หากมีเวลามากพอ อยากเชิญชวนให้ทุกคนร่วมฟังคำบรรยายจากเจ้าหน้าที่ของทางวัด เราจะได้รับรู้และซาบซึ้งถึงความหมายที่ผูกอยู่กับสถาปัตยกรรมที่นาตื่นตาตื่นใจนี้ ถึงแม้ว่าตัวอาคารจะมีความสูงถึง 43 ชั้น แต่พื้นที่ที่เปิดให้เข้าชมจะอยู่ระหว่างแค่ชั้นล่างๆ ด้านบนจะเปิดให้เข้าเฉพาะกรณีพิเศษและระหว่างพิธีสำคัญเท่านั้น หลังจากสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์แล้วอย่าลืมแวะไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ Chung Tai World และ แกลอรี่รูปปั้นไม้แกะสลักของทางวัด ซึ่งมีผลงานศิลปะที่เกี่ยวเนื่องกับพระพุทธรูปหลากหลายปางจากต่างยุคต่างสมัย ทางพิพิธภัณฑ์จัดแบ่งหมวดหมู่เอาไว้อย่างน่าสนใจและจัดแสดงอย่างสวยงาม บัตรเข้าชมซื้อแค่ครั้งเดียวสามารถเข้าได้ทั้ง 2 พิพิธภัณฑ์ เปิดให้เข้าชมตั้งแต่เวลา 9.00 ถึง 17.00 น. (ปิดทุกวันจันทร์)