ตามส้มโอไปเที่ยวหนานโถวกัน

banner

- สถานที่ท่องเที่ยว -

เขต Area
The sky of Hehuanshan The sky of Hehuanshan ภูเขาเฮอหวนหรือที่คนไต้หวันเรียกกันว่าเฮอหวนชานตั้งอยู่ช่วงกลางของเกาะไต้หวัน ในแต่และช่วงฤดูกาล ภูเขาแห่งนี้มีความสวยงามแตกต่างกันไป ช่วงฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อนที่นี่ขึ้นชื่อเรื่องความสวยงามของดอกกุหลาบพันปีซึ่งเบ่งบานสะพรั่งอยู่ตามยอดเขา ยามย่างเข้าสู่ฤดูหนาว ภูเขาแห่งนี้จะปกคลุมไปด้วยหิมะขาวให้ความรู้สึกสงบเงียบและทรงพลัง ด้วยภูมิศาสตร์ที่ตั้งสูงกว่าระดับน้ำทะเลกว่า 3,000 เมตร ยอดสูงสุดของภูเขาเฮอหวนมีความสูงอยู่ที่ 3,422 เมตร ส่วนยอดเตี้ยสุดอยู่ที่ 3,217 เมตรจากระดับน้ำทะเล ทำให้บริเวณนี้อุดมไปด้วยพืชพรรณหลากหลาย มีการร่วมมือกันระหว่างอุทยานแห่งชาติทาโรโกะและอุทยานเหอฮวนซึ่งเป็น 2 อุทยานใหญ่ที่มีเนื้อที่เชื่อมต่อกัน คอยดูแลปกป้องและรักษาสมดุลของพื้นที่สีเขียวแห่งนี้เอาไว้คนในท้องที่เดินทางมาใช้เวลากับธรรมชาติ ชมดอกไม้ใบไม้และวิวทิวทัศน์ที่ภูเขาแห่งนี้กันตลอดทั้งปี ช่วงฤดูร้อนอากาศในบริเวณนี้เย็นสบายเหมือนติดแอร์ตลอด 24 ชั่วโมงและมีท้องฟ้าโปร่งสดใส ทำให้ช่วงเวลานี้เป็นที่นิยมแก่การมาเยี่ยมเยือนของนักเดินทางและนักท่องเที่ยวหนึ่งกิจกรรมที่ไฮไลท์ที่นักเดินทางนิยมทำกันเมื่อมาเยือนภูเขาแห่งนี้คือการดูดาวพื้นที่อาศัยส่วนใหญ่ของไต้หวันมีความเจริญและความเป็นเมืองสูงทำให้โอกาสที่เราจะได้เห็นดาวในยามค่ำคืนเป็นไปได้ยาก เพราะท้องฟ้าจะสว่างจากแสงไฟตามบ้านและอาคาร แต่ในภูเขาไม่เป็นเช่นนั้น ท้องฟ้ายามค่ำคืนของที่นี่มืดสนิท แสงเรืองรองที่เห็นคือแสงสว่างระยิบระยับของดวงดาวเป็นพันๆหมื่นๆดวงที่แข่งกันอวดโฉมบนท้องฟ้ากระพริว้อบแว้บ บนเขามีจุดตั้งแคมป์ให้ความสะดวกแก่นักเดินทางได้สัมผัสบรรยากาศธรรมชาติอย่างแท้จริง หลายจุดบนเขามีพื้นที่ตั้งแคมป์ที่เหมาะสำหรับทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็นมือสมัครเล่นที่ยังไม่มีอุปกรณ์หรือแบบมืออาชีพที่มีเครื่องไม้เครื่องมือรวมไปถึงเต้นท์ครบแล้วหากสนใจเรื่องดาราศาสตร์เป็นพิเศษ ภูเขาเฮอหวนแห่งนี้ยังเป็นที่ตั้งของหอดูดาวหยวนเฟิง (Yuanfeng Astronomical Education Center) ซึ่งมีการจัดบริเวณให้ผู้มาเยือนได้ไปส่องดูแสงดาวและทางช้างเผือก บางช่วงมีการจัดกิจกรรมให้ความรู้แก่บุคคลภายนอกที่สนใจ แต่เป็นการบรรยายด้วยภาษาจีนเท่านั้นหากยังไม่คุ้นเคยกับบริเวณนี้ สามารถแวะไปสอบถามข้อมูลจากจุดให้บริการที่ทางการจัดไว้ โดยเปิดให้บริการทุกวันตั้งแต่เวลา 8.00 นถึง 16.30 น ปิดเฉพาะวันจันทร์ที่ 1 และ 3 ของเดือนและก่อนวันไหว้พระจันทร์ 1 วันจุดให้บริการแห่งนี้นอกจากจะมีข้อมูล แผนที่และเจ้าหน้าที่คอยตอบคำถามแล้ว ยังเป็นที่แสดงนิทรรศการเล็กๆซึ่งมีเรื่องราวเกี่ยวกับภูเขาแห่งนี้ สามารถเข้าชมและขอคำแนะนำได้ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมนอกจากความสวยงามของท้องฟ้าช่วงค่ำคืน ความงดงามของแสงอาทิตย์ยามเช้าก็โดดเด่นไม่แพ้กันบริเวณที่นักเดินทางนิยมมารอชมพระอาทิตย์ขึ้นคือบริเวณ Wulin ซึ่งเป็นจุดสูงสุดของถนนไต้หวัน อยู่ที่ความสูง 3,275 เมตรจากระดับน้ำทะเลWulin ตั้งอยู่ระหว่างยอดหลัก (Main Peak) และยอดทางตะวันออก (East Peak) ของภูเขาหวน ทำให้เห็นวิวเขาต่างระดับ ลดหลั่น ทอดตัวเป็นแแนวยาว ช่วงฤดูหนาวจะมีหิมะปกคลุมในพื้นที่นี้ค่อนข้างมากจนได้สมญานามว่าเป็นดินแดนแห่งหิมะหากพักอยู่บริเวณฟาร์มชิงจิ้ง การเดินทางมาดูพระอาทิตย์ขึ้นบริเวณนี้ต้องใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง โดยสามารถใช้บริการรถท่องเที่ยว ในพื้นที่โดยทำการจองตั๋วไว้ล่วงหน้าก่อน 1 วัน รถจะมารับตามจุดนัดพบประมาณ 4:00-4:30 น. ขึ้นอยู่กับเวลาพระอาทิตย์ขึ้นตามวันนั้นๆ ขอดูพระอาทิตย์ขึ้นเสร็จก็จะกลับมาส่งตามที่พัก ซึ่งโดยมากจะตรงกับเวลาทานอาหารเช้ากำลังพอดีช่วงเดือนมิถุนายนปีที่ผ่านมา (2018) อุทยานเฮอหวนชานได้ดำเนินการสมัครเพื่อเป็นสมาชิก International Dark Sky Park (IDSP) อย่างเป็นทางการจาก International Dark Sky Association ซึ่งกระบวนการอนุมัติจะใช้เวลาประมาณ 1 ถึง 1.5 ปี หากได้รับตำแหน่ง อุทยานแห่งนี้จะเป็นที่แรกของไต้หวัน และเป็นอุทยานแห่งที่ 3 ของเอเชียตาม Yeongyang Firefly Eco Park ของประเทศเกาหลีและ Iriomote-Ishigaki National Park ของประเทศญี่ปุ่น แต่ต้องเน้นกันสักนิดว่าอากาศบนเขาค่อนข้างเย็น หากแพลนจะมาทำกิจกรรมประเภทดูดาวหรือชมพระอาทิตย์ขึ้น แนะนำให้เอาเสื้อหนาว เสื้อกันลมและอุปกรณ์เครื่องให้ความอบอุ่นอื่นๆเตรียมกันมาให้พร้อม
The sky of Hehuanshan The sky of Hehuanshan ภูเขาเฮอหวนหรือที่คนไต้หวันเรียกกันว่าเฮอหวนชานตั้งอยู่ช่วงกลางของเกาะไต้หวัน ในแต่และช่วงฤดูกาล ภูเขาแห่งนี้มีความสวยงามแตกต่างกันไป ช่วงฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อนที่นี่ขึ้นชื่อเรื่องความสวยงามของดอกกุหลาบพันปีซึ่งเบ่งบานสะพรั่งอยู่ตามยอดเขา ยามย่างเข้าสู่ฤดูหนาว ภูเขาแห่งนี้จะปกคลุมไปด้วยหิมะขาวให้ความรู้สึกสงบเงียบและทรงพลัง ด้วยภูมิศาสตร์ที่ตั้งสูงกว่าระดับน้ำทะเลกว่า 3,000 เมตร ยอดสูงสุดของภูเขาเฮอหวนมีความสูงอยู่ที่ 3,422 เมตร ส่วนยอดเตี้ยสุดอยู่ที่ 3,217 เมตรจากระดับน้ำทะเล ทำให้บริเวณนี้อุดมไปด้วยพืชพรรณหลากหลาย มีการร่วมมือกันระหว่างอุทยานแห่งชาติทาโรโกะและอุทยานเหอฮวนซึ่งเป็น 2 อุทยานใหญ่ที่มีเนื้อที่เชื่อมต่อกัน คอยดูแลปกป้องและรักษาสมดุลของพื้นที่สีเขียวแห่งนี้เอาไว้คนในท้องที่เดินทางมาใช้เวลากับธรรมชาติ ชมดอกไม้ใบไม้และวิวทิวทัศน์ที่ภูเขาแห่งนี้กันตลอดทั้งปี ช่วงฤดูร้อนอากาศในบริเวณนี้เย็นสบายเหมือนติดแอร์ตลอด 24 ชั่วโมงและมีท้องฟ้าโปร่งสดใส ทำให้ช่วงเวลานี้เป็นที่นิยมแก่การมาเยี่ยมเยือนของนักเดินทางและนักท่องเที่ยวหนึ่งกิจกรรมที่ไฮไลท์ที่นักเดินทางนิยมทำกันเมื่อมาเยือนภูเขาแห่งนี้คือการดูดาวพื้นที่อาศัยส่วนใหญ่ของไต้หวันมีความเจริญและความเป็นเมืองสูงทำให้โอกาสที่เราจะได้เห็นดาวในยามค่ำคืนเป็นไปได้ยาก เพราะท้องฟ้าจะสว่างจากแสงไฟตามบ้านและอาคาร แต่ในภูเขาไม่เป็นเช่นนั้น ท้องฟ้ายามค่ำคืนของที่นี่มืดสนิท แสงเรืองรองที่เห็นคือแสงสว่างระยิบระยับของดวงดาวเป็นพันๆหมื่นๆดวงที่แข่งกันอวดโฉมบนท้องฟ้ากระพริว้อบแว้บ บนเขามีจุดตั้งแคมป์ให้ความสะดวกแก่นักเดินทางได้สัมผัสบรรยากาศธรรมชาติอย่างแท้จริง หลายจุดบนเขามีพื้นที่ตั้งแคมป์ที่เหมาะสำหรับทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็นมือสมัครเล่นที่ยังไม่มีอุปกรณ์หรือแบบมืออาชีพที่มีเครื่องไม้เครื่องมือรวมไปถึงเต้นท์ครบแล้วหากสนใจเรื่องดาราศาสตร์เป็นพิเศษ ภูเขาเฮอหวนแห่งนี้ยังเป็นที่ตั้งของหอดูดาวหยวนเฟิง (Yuanfeng Astronomical Education Center) ซึ่งมีการจัดบริเวณให้ผู้มาเยือนได้ไปส่องดูแสงดาวและทางช้างเผือก บางช่วงมีการจัดกิจกรรมให้ความรู้แก่บุคคลภายนอกที่สนใจ แต่เป็นการบรรยายด้วยภาษาจีนเท่านั้นหากยังไม่คุ้นเคยกับบริเวณนี้ สามารถแวะไปสอบถามข้อมูลจากจุดให้บริการที่ทางการจัดไว้ โดยเปิดให้บริการทุกวันตั้งแต่เวลา 8.00 นถึง 16.30 น ปิดเฉพาะวันจันทร์ที่ 1 และ 3 ของเดือนและก่อนวันไหว้พระจันทร์ 1 วันจุดให้บริการแห่งนี้นอกจากจะมีข้อมูล แผนที่และเจ้าหน้าที่คอยตอบคำถามแล้ว ยังเป็นที่แสดงนิทรรศการเล็กๆซึ่งมีเรื่องราวเกี่ยวกับภูเขาแห่งนี้ สามารถเข้าชมและขอคำแนะนำได้ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมนอกจากความสวยงามของท้องฟ้าช่วงค่ำคืน ความงดงามของแสงอาทิตย์ยามเช้าก็โดดเด่นไม่แพ้กันบริเวณที่นักเดินทางนิยมมารอชมพระอาทิตย์ขึ้นคือบริเวณ Wulin ซึ่งเป็นจุดสูงสุดของถนนไต้หวัน อยู่ที่ความสูง 3,275 เมตรจากระดับน้ำทะเลWulin ตั้งอยู่ระหว่างยอดหลัก (Main Peak) และยอดทางตะวันออก (East Peak) ของภูเขาหวน ทำให้เห็นวิวเขาต่างระดับ ลดหลั่น ทอดตัวเป็นแแนวยาว ช่วงฤดูหนาวจะมีหิมะปกคลุมในพื้นที่นี้ค่อนข้างมากจนได้สมญานามว่าเป็นดินแดนแห่งหิมะหากพักอยู่บริเวณฟาร์มชิงจิ้ง การเดินทางมาดูพระอาทิตย์ขึ้นบริเวณนี้ต้องใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง โดยสามารถใช้บริการรถท่องเที่ยว ในพื้นที่โดยทำการจองตั๋วไว้ล่วงหน้าก่อน 1 วัน รถจะมารับตามจุดนัดพบประมาณ 4:00-4:30 น. ขึ้นอยู่กับเวลาพระอาทิตย์ขึ้นตามวันนั้นๆ ขอดูพระอาทิตย์ขึ้นเสร็จก็จะกลับมาส่งตามที่พัก ซึ่งโดยมากจะตรงกับเวลาทานอาหารเช้ากำลังพอดีช่วงเดือนมิถุนายนปีที่ผ่านมา (2018) อุทยานเฮอหวนชานได้ดำเนินการสมัครเพื่อเป็นสมาชิก International Dark Sky Park (IDSP) อย่างเป็นทางการจาก International Dark Sky Association ซึ่งกระบวนการอนุมัติจะใช้เวลาประมาณ 1 ถึง 1.5 ปี หากได้รับตำแหน่ง อุทยานแห่งนี้จะเป็นที่แรกของไต้หวัน และเป็นอุทยานแห่งที่ 3 ของเอเชียตาม Yeongyang Firefly Eco Park ของประเทศเกาหลีและ Iriomote-Ishigaki National Park ของประเทศญี่ปุ่น แต่ต้องเน้นกันสักนิดว่าอากาศบนเขาค่อนข้างเย็น หากแพลนจะมาทำกิจกรรมประเภทดูดาวหรือชมพระอาทิตย์ขึ้น แนะนำให้เอาเสื้อหนาว เสื้อกันลมและอุปกรณ์เครื่องให้ความอบอุ่นอื่นๆเตรียมกันมาให้พร้อม
Aowanda National Forest Recreation Area Aowanda National Forest Recreation Area อุทยานแห่งนี้มีชื่อเสียงโด่งดังในความสวยงาม ยามช่วงฤดูใบไม้ร่วงตั้งแต่เดือนตุลาคมไปจนถึงเดือนธันวาคม นักท่องเที่ยวมากมายหลั่งไหลกันมาดูความสวยงามของใบไม้เปลี่ยนสีที่อุทยานแห่งนี้ อุทยานแห่งนี้ตั้งอยู่ไม่ไกลจากฟาร์มชิงจิ้ง หากพักอยู่แถวนั้นสามารถจัดเป็นทริปไปเช้าเย็นกลับได้สบายๆ จะใช้บริการรถประจำทางสาธารณะหรือจองโปรแกรมทัวร์ที่มีมากมายให้เลือกทั้งแบบเป็นกรุ๊ปหรือไพรเวทก็สามารถทำได้ วิวใบไม้เปลี่ยนสีที่นี่สวยอลังการเพราะมีต้นเมเปิ้ลขึ้นอยู่มาก เวลาต้นเมเปิ้ลผลัดใบเปลี่ยนสีจะค่อยๆเปลี่ยน จากสีเขียวเป็นสีแดงสด จนกลายเป็นสีเหลืองทองและน้ำตาลตามลำดับ แน่นอนว่าผู้ที่มาเยือนทุกคนย่อมอยากเห็นช่วงเวลาพีคของใบไม้เปลี่ยนสี แต่เรื่องของธรรมชาติคาดเดากันได้ลำบาก ความช้าเร็วและช่วงเวลาของใบไม้เปลี่ยนสีจะขึ้นอยู่กับลมหนาวทิศตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดผ่าน มาจากประเทศไซบีเรีย บางปีอุณหภูมิในอุทยานลดลงอย่างมากในชั่วข้ามคืน ทำให้เกิดปรากฏการณ์ใบไม้แดงก่อนเวลาฤดูกาลใบไม้เปลี่ยนสีของไต้หวันจะแตกต่างจากที่ญี่ปุ่นและเกาหลี โดยเฉพาะบริเวณหนานโถวซึ่งเป็นภูเขาสูงนี้ ปรากฏการณ์ใบไม้เปลี่ยนสีจะเกิดขึ้นใกล้เคียงกับฤดูหนาว บางทีเข้าฤดูหนาวแล้วยังสามารถเห็นปรากฎกาณ์ใบไม่เปลี่ยนสีนอกจากต้นเมเปิ้ลแล้วในอุทยานยังมีต้น Formosan Sweet Gum ซึ่งเป็นพันธุ์ไม้ท้องถิ่นของไต้หวันที่มีลักษณะคล้ายเมเปิ้ลจนหลายๆคนเข้าใจผิดว่าเป็นชนิดเดียวกัน ไม้พันธุ์นี้เวลาเปลี่ยนสีจะกลายเป็นสีส้ม สีเหลืองและน้ำตาลสวยงามไม่แพ้ต้นเมเปิ้ลเวลาทิ้งใบเส้นทางเดินชมธรรมชาติในอุทยานไม่ลำบาก แต่หากใครที่มากับสมาชิกตัวน้อยหรือสมาชิกสูงวัยที่ต้องพึ่งพารถเข็นอาจจะไม่สะดวกมากนักเพราะหลายจุดเป็นขั้นบันได ไม่ได้เป็นทางเรียบที่จะเข็นขึ้นไปได้ง่ายๆ แต่ไม่ต้องเสียดายไป เพราะยังมีอีกหลายจุดที่สามารถชมวิวสวยได้เช่นกันนอกจากความสวยงามของใบไม้เปลี่ยนสีแล้วในช่วงต้นปีซากุระบานของที่นี่ก็โดดเด่นไม่อายพื้นที่อื่นๆกันเลยทีเดียว ซากุระของที่อุทยานไม่ต้องใช้ความพยายามในการเดินหามากนัก หากมาตรงฤดูกาลกาลแค่มาถึงลานจอดรถก็เห็นแนวแถวซากุระงามบานสะพรั่งต้อนรับเป็นร้อยต้น เหมาะมากสำหรับการแวะมาปิคนิคหรือเก็บรูปสวยๆเป็นที่ระลึก
Azalea of Hehuanshan Azalea of Hehuanshan หากใครเคยเห็นภาพโปรโมทการท่องเที่ยวของเขตหนานโถวผ่านตาอาจจะคุ้นเคยกับภาพดอกไม้สีชมพูอ่อนหรือชมพูบานเย็น ทรงพุ่มกันมาบ้าง ดอกไม้ที่เห็นนี้คือดอกกุหลาบพันปีหรือ Azalea ซึ่งเป็นดอกไม้ในสกุล Rhododendron หรือกุหลาบป่านั่นเอง ดอก Azalea นี้ในทวีปเอเชียส่วนใหญ่จะพบอยู่ตามภูเขาสูงเกิน 1,000 เมตรจากระดับน้ำทะเล จึงไม่แปลกที่ดอกไม้นี้จพบอยู่มากแถบภูเขาเฮอหวนซึ่งเป็นภูเขาสูงกว่า 3,000 เมตรฤดูกาลของดอก Azalea จะบานสะพรั่งในช่วงกลางเดือนพฤษภาคมไปจนถึงมิถุนายน แต่ละปีไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ จุดที่นิยมชมดอก Azalea มี 2 บริเวณคือ Main Peak ซึ่งมีระยะทางประมาณ 1.8 กิโลเมตรและ East Peak ซึ่งมีระยะทางประมาณ 1 กิโลเมตร จริงๆแล้วบริเวณอื่นๆก็ยังสามารถเห็นดอกกุหลาบป่าขึ้นอยู่ประปราย แต่ไม่เป็นที่นิยมเท่าสองบริเวณนี้ อีกทั้งเส้นทางอื่นมักใช้เวลานานและเข้าถึงได้ยากกว่า โดยเฉพาะ Main Peak เพราะภูมิศาสตร์เอื้อให้ กับการเติบใหญ่ของไม้พันธุ์นี้ถึงแม้ว่าช่วงเดือนพฤษภาซึ่งเป็นช่วงพีคของดอกกุหลาบป่าจะเป็นช่วงฤดูร้อน แต่อากาศบนยอดเขาเฮอหวนค่อนข้างเย็น บางวันมีหมอกและฝน ดังนั้นหากตั้งใจจะไปชมกุหลาบป่าแนะนำให้นำเสื้อกันฝนกันลมและอุปกรณ์ให้ความอบอุ่นติดมาเผื่อไว้เส้นทางสู่ Main Peak ของยอดเเขาเฮอหวนใช้เวลาเดินจากที่จอดรถใช้แค่ 30 - 60 นาทีก็ถึงยอด ขึ้นอยู่กับ ว่าหยุดพักบ่อยแค่ไหน ทางเดินขึ้นเขาสะดวก กว้างและไม่ยาก ไม่ต้องเตรียมอุปกรณ์พิเศษใดๆมาแต่ถ้าใครมากับผู้ใหญ่และเด็กเล็ก หรือผู้ที่มีปัญหาเรื่องสุขภาพอาจจะต้องระวังให้มากอีกนิด เพราะยอดเขาอยู่ที่ความสูง 3,417 เมตรจากระดับน้ำทะเล อากาศจะเบาบางกว่าปกติทำให้เหนื่อยง่ายกว่า แต่ถ้าไม่เร่งค่อยๆเดินก็ไม่มีปัญหา ผู้สูงอายุไต้หวันเขาก็มาเที่ยวกันเป็นธรรมดา แนะนำให้เตรียมน้ำและเสบียงรองท้องมาให้พร้อม เพราะบนเขาไม่มีร้านขาย แต่ไม่ต้องกังวลเรื่องห้องน้ำเพราะมีให้บริการสะอาดสะอ้านดอก Azalea แถบนี้ทั้งสีอ่อนและเข้ม ไล่ไปตั้งแต่ขาว ชมพู่อ่อน ชมพูเข้ม แปลกดีที่ส่วนใหญ่ขึ้นอยู่ริมหน้าผา อากาศบนเขาคาดเดาได้ยาก บางวันจากฟ้าใสๆกลายเป็นหมอกหนามองลงไปไม่เห็นด้านล่างก็มี แต่ไม่ต้องทดท้อต่อโชคชะตาเพราะขนาดหมองหนาก็ยังสวย วิวที่เห็นเบื้องหน้าดูฝันๆ มีกลุ่มเมฆลอยผ่านมาเป็นระยะๆ หากอดใจรอบางครั้งมีลมพัดผ่าน ท้องฟ้ากลับมาใสก็เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดอยู่บ่อยครั้ง ถ้าใครไปเที่ยวในวันที่ฟ้าใส แดดจัด สามารถมองลงมาได้เห็นวิวพาโนรามาแบบ 360 องศากันเลยทีเดียว
National Taiwan University Highland Experimental Farm National Taiwan University Highland Experimental Farm ฟาร์มแห่งนี้อยู่ใต้การดูแลของมหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวันหรือ National Taiwan University อายุอานามของฟาร์มยาวนาน เพราะก่อตั้งกันมาตั้งแต่ปี 1937 ซึ่งเป็นยุคสมัยที่ไต้หวันยังอยู่ภายใต้การปกครองของประเทศญี่ปุ่น ชื่ออย่างเป็นทางการของฟาร์มในสมัยก่อนคือ Wu-She Highland Farm แต่เมื่อได้รับการดูแลอยู่ภายใต้มหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวันจึงเปลี่ยนชื่อมาเป็นเวอร์ชั่นแบบในปัจจุบันจุดประสงค์สำคัญของฟาร์มนี้หลักๆคือเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้และทดลองของนักเรียน นักศึกษาและเจ้าหน้าที่วิจัยของมหาวิทยาลัย บางโอกาสมีการจับมือแลกเปลี่ยนความรู้จากหน่วยงานและองค์รภายนอกพื้นที่ในฟาร์มมีขนาดใหญ่ถึงเกือบ 6,700 ไร่ ฟาร์มตั้งอยู่ที่ความสูงตั้งแต่ 900 ไปจนถึง 2,700 เมตรจากระดับน้ำทะเล ทำให้เป็นพื้นที่ที่สมบูรณ์เหมาะแก่การทดลองปลูกพันธุ์ไม้ดอกไม้ต่างๆสำหรับนักเดินทางอย่างเรา ทางฟาร์มมีบริการห้องพัก ให้เราได้ดื่มด่ำกับการพักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติอย่างเต็มอิ่ม นอกจากนี้ยังมีการจัดกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นคอร์สระยะสั้นแบบครึ่งวันหรือยาวขึ้นถึง 3 วัน กิจกรรมเหล่านี้ทางฟาร์มจะอัพเดทไว้ทางเว็บไซต์เสมอ ต้องเช็คกันก่อนล่วงหน้า ไม่สามารถวอร์คอินเข้าไปร่วมได้ แต่ถ้าเป็นกิจกรรมประเภทครึ่งวันซึ่งส่วนใหญ่จะเน้นพาเดินแนะนำ ชมพรรณไม้รอบๆพื้นที่ กิจกรรมแบบนี้สามารถเข้าไปแทนได้เลยไม่ต้องสำรองที่นั่งล่วงหน้าช่วงต้นปีประมาณตรุษจีน ที่นี่เป็นจุดชมซากุระสวยอีกแห่งที่ไม่ค่อยมีคนรู้มากนัก แต่ที่เป็นเพชรเม็ดงามซ่อนไว้ท่ามกลางหุบเขา คือทุ่งดอกลาเวนเดอร์ซึ่งจะออกกันช่วงเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคม หากเดินทางมาช่วงนั้นยังมีโอกาสได้เห็นดอกไฮเดรนเยียสีหวานที่ออกอวดโฉมในเวลาใกล้เคียงกันอีกด้วยหากใครชอบผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากธรรมชาติ ก่อนกลับอย่าลืมแวะช้อปปิ้งที่ร้านขายของที่ระลึกของทางฟาร์ม นอกจากจะได้ของดีราคายุติธรรมกลับบ้านแล้วยังเป็นการสนับสนุนโครงการดีๆ หลายๆผลิตภัณฑ์เป็นสินค้าทำมือ มีจำนวนไม่มาก หมดแล้วหมดเลย ดังนั้นถ้าชอบก็อย่าลังเล ไม่เช่นนั้นมาคราวหน้าอาจจะไม่เจอแล้วก็เป็นได้
National Taiwan University Highland Experimental Farm National Taiwan University Highland Experimental Farm ฟาร์มแห่งนี้อยู่ใต้การดูแลของมหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวันหรือ National Taiwan University อายุอานามของฟาร์มยาวนาน เพราะก่อตั้งกันมาตั้งแต่ปี 1937 ซึ่งเป็นยุคสมัยที่ไต้หวันยังอยู่ภายใต้การปกครองของประเทศญี่ปุ่น ชื่ออย่างเป็นทางการของฟาร์มในสมัยก่อนคือ Wu-She Highland Farm แต่เมื่อได้รับการดูแลอยู่ภายใต้มหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวันจึงเปลี่ยนชื่อมาเป็นเวอร์ชั่นแบบในปัจจุบันจุดประสงค์สำคัญของฟาร์มนี้หลักๆคือเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้และทดลองของนักเรียน นักศึกษาและเจ้าหน้าที่วิจัยของมหาวิทยาลัย บางโอกาสมีการจับมือแลกเปลี่ยนความรู้จากหน่วยงานและองค์รภายนอกพื้นที่ในฟาร์มมีขนาดใหญ่ถึงเกือบ 6,700 ไร่ ฟาร์มตั้งอยู่ที่ความสูงตั้งแต่ 900 ไปจนถึง 2,700 เมตรจากระดับน้ำทะเล ทำให้เป็นพื้นที่ที่สมบูรณ์เหมาะแก่การทดลองปลูกพันธุ์ไม้ดอกไม้ต่างๆสำหรับนักเดินทางอย่างเรา ทางฟาร์มมีบริการห้องพัก ให้เราได้ดื่มด่ำกับการพักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติอย่างเต็มอิ่ม นอกจากนี้ยังมีการจัดกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นคอร์สระยะสั้นแบบครึ่งวันหรือยาวขึ้นถึง 3 วัน กิจกรรมเหล่านี้ทางฟาร์มจะอัพเดทไว้ทางเว็บไซต์เสมอ ต้องเช็คกันก่อนล่วงหน้า ไม่สามารถวอร์คอินเข้าไปร่วมได้ แต่ถ้าเป็นกิจกรรมประเภทครึ่งวันซึ่งส่วนใหญ่จะเน้นพาเดินแนะนำ ชมพรรณไม้รอบๆพื้นที่ กิจกรรมแบบนี้สามารถเข้าไปแทนได้เลยไม่ต้องสำรองที่นั่งล่วงหน้าช่วงต้นปีประมาณตรุษจีน ที่นี่เป็นจุดชมซากุระสวยอีกแห่งที่ไม่ค่อยมีคนรู้มากนัก แต่ที่เป็นเพชรเม็ดงามซ่อนไว้ท่ามกลางหุบเขา คือทุ่งดอกลาเวนเดอร์ซึ่งจะออกกันช่วงเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคม หากเดินทางมาช่วงนั้นยังมีโอกาสได้เห็นดอกไฮเดรนเยียสีหวานที่ออกอวดโฉมในเวลาใกล้เคียงกันอีกด้วยหากใครชอบผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากธรรมชาติ ก่อนกลับอย่าลืมแวะช้อปปิ้งที่ร้านขายของที่ระลึกของทางฟาร์ม นอกจากจะได้ของดีราคายุติธรรมกลับบ้านแล้วยังเป็นการสนับสนุนโครงการดีๆ หลายๆผลิตภัณฑ์เป็นสินค้าทำมือ มีจำนวนไม่มาก หมดแล้วหมดเลย ดังนั้นถ้าชอบก็อย่าลังเล ไม่เช่นนั้นมาคราวหน้าอาจจะไม่เจอแล้วก็เป็นได้
National Taiwan University Highland Experimental Farm National Taiwan University Highland Experimental Farm ฟาร์มแห่งนี้อยู่ใต้การดูแลของมหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวันหรือ National Taiwan University อายุอานามของฟาร์มยาวนาน เพราะก่อตั้งกันมาตั้งแต่ปี 1937 ซึ่งเป็นยุคสมัยที่ไต้หวันยังอยู่ภายใต้การปกครองของประเทศญี่ปุ่น ชื่ออย่างเป็นทางการของฟาร์มในสมัยก่อนคือ Wu-She Highland Farm แต่เมื่อได้รับการดูแลอยู่ภายใต้มหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวันจึงเปลี่ยนชื่อมาเป็นเวอร์ชั่นแบบในปัจจุบันจุดประสงค์สำคัญของฟาร์มนี้หลักๆคือเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้และทดลองของนักเรียน นักศึกษาและเจ้าหน้าที่วิจัยของมหาวิทยาลัย บางโอกาสมีการจับมือแลกเปลี่ยนความรู้จากหน่วยงานและองค์รภายนอกพื้นที่ในฟาร์มมีขนาดใหญ่ถึงเกือบ 6,700 ไร่ ฟาร์มตั้งอยู่ที่ความสูงตั้งแต่ 900 ไปจนถึง 2,700 เมตรจากระดับน้ำทะเล ทำให้เป็นพื้นที่ที่สมบูรณ์เหมาะแก่การทดลองปลูกพันธุ์ไม้ดอกไม้ต่างๆสำหรับนักเดินทางอย่างเรา ทางฟาร์มมีบริการห้องพัก ให้เราได้ดื่มด่ำกับการพักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติอย่างเต็มอิ่ม นอกจากนี้ยังมีการจัดกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นคอร์สระยะสั้นแบบครึ่งวันหรือยาวขึ้นถึง 3 วัน กิจกรรมเหล่านี้ทางฟาร์มจะอัพเดทไว้ทางเว็บไซต์เสมอ ต้องเช็คกันก่อนล่วงหน้า ไม่สามารถวอร์คอินเข้าไปร่วมได้ แต่ถ้าเป็นกิจกรรมประเภทครึ่งวันซึ่งส่วนใหญ่จะเน้นพาเดินแนะนำ ชมพรรณไม้รอบๆพื้นที่ กิจกรรมแบบนี้สามารถเข้าไปแทนได้เลยไม่ต้องสำรองที่นั่งล่วงหน้าช่วงต้นปีประมาณตรุษจีน ที่นี่เป็นจุดชมซากุระสวยอีกแห่งที่ไม่ค่อยมีคนรู้มากนัก แต่ที่เป็นเพชรเม็ดงามซ่อนไว้ท่ามกลางหุบเขา คือทุ่งดอกลาเวนเดอร์ซึ่งจะออกกันช่วงเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคม หากเดินทางมาช่วงนั้นยังมีโอกาสได้เห็นดอกไฮเดรนเยียสีหวานที่ออกอวดโฉมในเวลาใกล้เคียงกันอีกด้วยหากใครชอบผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากธรรมชาติ ก่อนกลับอย่าลืมแวะช้อปปิ้งที่ร้านขายของที่ระลึกของทางฟาร์ม นอกจากจะได้ของดีราคายุติธรรมกลับบ้านแล้วยังเป็นการสนับสนุนโครงการดีๆ หลายๆผลิตภัณฑ์เป็นสินค้าทำมือ มีจำนวนไม่มาก หมดแล้วหมดเลย ดังนั้นถ้าชอบก็อย่าลังเล ไม่เช่นนั้นมาคราวหน้าอาจจะไม่เจอแล้วก็เป็นได้
​Sunshine Vacation Villa ​Sunshine Vacation Villa ย้อนกลับไปเมื่อ 20 ปีก่อนที่ดินบริเวณชิงจิ้งยังไม่ได้รับการพัฒนาเช่นปัจจุบัน ที่พักแห่งนี้เป็นที่พักแบบ B&B แห่งแรก ออกแบบและควบคุมการก่อสร้างโดยเจ้าของซึ่งเป็นลูกสาวของหัวหน้าเผ่าชนพื้นเมืองในเขตนี้ (เจ้าของมีศักดิ์เป็นเจ้าหญิงของเผ่า) ด้วยความที่เป็นคนรักการปลูกต้นไม้ ดอกไม้และป่าเขา เธอจึงเลือกที่จะออกแบบอาคารเน้นความกลมกลืนไม่ย้อนแย้งกับธรรมชาติมากที่สุด ที่พักแห่งนี้จึงมีสไตล์และกลิ่นอายของชาเลย์ ห้องพักของที่นี่แต่ละอาคารมีจำนวนไม่มาก เน้นการตกแต่งด้วยไม้ ให้ความรู้สึกเป็นส่วนตัวและสงบเงียบ หากมากันเป็นครอบครัว มีห้องพักแบบบ้านพักขนาดย่อม ที่ใช้ห้องนั่งเล่นร่วมกันและมีระเบียงมองออกไปเห็นวิวทิวเขาได้ทุกห้อง อย่าพลาดแวะไปจิบกาแฟที่คาเฟ่ โดยเฉพาะช่วงหน้าหนาวระหว่างเดือน ธันวาคมถึงมีนาคมซึ่งเขาจะมีการก่อเตาผิง อากาศเย็นๆมองออกไปเห็นวิวทะเลหมอกก่อนที่พระอาทิตย์จะตกดิน โรแมนติกแบบที่ยากจะอธิบายออกมาเป็นคำพูด การันตีแค่ว่ามีหนุ่มๆ ที่เลือกคาเฟ่แห่งนี้เป็นสถานที่ขอแต่งงานกับหญิงสาวที่เขาหลงรักมาแล้วหลายคู่ นอกจากที่พักบรรยากาศดีแล้ว ในบริเวณเดียวกันยังมีความสะดวกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นร้านสะดวกซื้อหรือร้านอาหาร ล้วนแต่อยู่ในระยะเดินถึง อยากชวนให้ลองชิมหลากเมนูของร้านอาหาร เพราะหลายเมนูเป็นอาหารของชนเผ่า พื้นเมืองของไต้หวันที่ได้รับการสืบทอดมาจากต้นตระกูลของเจ้าของร้าน มองออกไปตรงนอกระเบียงจากห้องอาหารจะเห็นวิวทิวเขาแบบพาโนราม่า อย่าลืมแหงนหน้ามองดู ความน่ารักของต้นเสาวรสที่เลื้อยอยู่บนหลังคา ไม่น่าเชื่อว่าสวรสพวงเล็กพวงน้อยทั้งหมดที่เห็นจะมีต้นกำเนิดมาจากเสาวรสแค่ต้นเดียว
Ming Ging Farm Ming Ging Farm ที่พักสไตล์ B&B (Bed and Breakfast) แห่งนี้ ตั้งอยู่ในมุมที่พอเหมาะพอดี สามารถมองเห็นวิวสวยสวยของเขื่อนวั่นต้า (Wanta Reservior) ได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะช่วงเช้าตอนที่สายหมอกกำลังไหลผ่านแนวเทือกเขา ระเบียงนั่งเล่นตรงห้องรับประทานอาหารเช้าของที่นี่มีเสน่ห์อย่าบอกใคร ทานอาหารเช้าเสร็จแล้วยังสามารถร่วมกิจกรรมเดินเล่นภายในสวนสมุนไพรของทางที่พัก ส่วนของที่นี่มีคอนเซ็ปท์น่ารัก เพราะทุกอย่างที่เราเห็นในสวน ไม่ว่าจะเป็นต้นไม้ ดอกไม้ล้วนแต่สามารถรับประทานได้ นอกจากได้ผ่อนคลาย รีแล็กซ์จากการเดินชมสวนแล้ว กลับมายังมีกิจกรรม DIY สอนชงชาสมุนไพรจากดอกไม้ ใบหญ้าที่เราเก็บมาระหว่างทางอีกด้วย
The Old England The Old England ​หากจะเอ่ยว่าที่นี่เป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ข อง ชิงจิ้งสำคัญของก็คงไม่เกินไปนัก อาคารทรงยุโรปตั้งตระหง่านโดดเด่น อยู่ท่ามกลางภูเขา ที่พักแบบ B&B แห่งนี้ออกแบบและก่อสร้างโดยตระกูล Lo ผู้ซึ่งมีความหลงใหลในสถาปัตยกรรมและความงาม สไตล์ยุโรป ที่นี่มีการประสมประสานความสวยงามของงานศิลปะแห่งโลกตะวันตกเข้ากับความงามของธรรมชาติแห่งโลกตะวันออกไว้อย่างกลมกลืน ธีมการตกแต่งเน้นเสนองานศิลป์และดนตรีคลาสสิคซึ่งเป็นสิ่งรักสิ่งหวงของเจ้าของที่นี่ The Old England ใช้เวลาก่อสร้างยาวนานถึงเกือบ 10 ปี รูปภาพกว่า 100 ภาพและรูปปั้นกว่า 500 ชิ้นที่เห็น ล้วนแต่ได้รับการออกแบบขึ้นมาเป็นพิเศษแล้วสั่งผลิตจากประเทศอิตาลีและสเปน รูปปั้นหินแกะสลักบอบบางแต่มีน้ำหนักมาก เวลาขนย้าย ต้องใช้กำลังคนยกอย่างน้อย 6-7 คน รูปปั้นใหญ่ๆใช้กำลังคนถึง 15 คน ส่วนภายนอกมีสวนน้ำพุ ปกปักรักษาด้วยเทพเจ้าแห่งฤดูกาล เทพเจ้าแห่งฤดูร้อนถือองุ่น ฤดูหนาวถือฟืน ฤดูใบไม้ร่วงถือธัญพืช และฤดูใบไม้ผลิถือดอกไม้ ช่วงกลางคืนมีการแสดงดนตรีให้กับแขกที่พักฟัง แต่ถ้าไม่สะดวกแวะไปดื่มด่ำกับบรรยากาศ ดื่มชาและขนมหวานสไตล์อังกฤษกันในช่วงบ่ายก็ได้ห้องน้ำชาของที่นี่เป็นเพดานโปร่ง มีแสงธรรมชาติสองลงมาตรงกลางห้อง คลาสสิคมาก
​The Old England ​The Old England หากจะเอ่ยว่าที่นี่เป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ข อง ชิงจิ้งสำคัญของก็คงไม่เกินไปนัก อาคารทรงยุโรปตั้งตระหง่านโดดเด่น อยู่ท่ามกลางภูเขา ที่พักแบบ B&B แห่งนี้ออกแบบและก่อสร้างโดยตระกูล Lo ผู้ซึ่งมีความหลงใหลในสถาปัตยกรรมและความงาม สไตล์ยุโรป ที่นี่มีการประสมประสานความสวยงามของงานศิลปะแห่งโลกตะวันตกเข้ากับความงามของธรรมชาติแห่งโลกตะวันออกไว้อย่างกลมกลืน ธีมการตกแต่งเน้นเสนองานศิลป์และดนตรีคลาสสิคซึ่งเป็นสิ่งรักสิ่งหวงของเจ้าของที่นี่ The Old England ใช้เวลาก่อสร้างยาวนานถึงเกือบ 10 ปี รูปภาพกว่า 100 ภาพและรูปปั้นกว่า 500 ชิ้นที่เห็น ล้วนแต่ได้รับการออกแบบขึ้นมาเป็นพิเศษแล้วสั่งผลิตจากประเทศอิตาลีและสเปน รูปปั้นหินแกะสลักบอบบางแต่มีน้ำหนักมาก เวลาขนย้าย ต้องใช้กำลังคนยกอย่างน้อย 6-7 คน รูปปั้นใหญ่ๆใช้กำลังคนถึง 15 คน ส่วนภายนอกมีสวนน้ำพุ ปกปักรักษาด้วยเทพเจ้าแห่งฤดูกาล เทพเจ้าแห่งฤดูร้อนถือองุ่น ฤดูหนาวถือฟืน ฤดูใบไม้ร่วงถือธัญพืช และฤดูใบไม้ผลิถือดอกไม้ ช่วงกลางคืนมีการแสดงดนตรีให้กับแขกที่พักฟัง แต่ถ้าไม่สะดวกแวะไปดื่มด่ำกับบรรยากาศ ดื่มชาและขนมหวานสไตล์อังกฤษกันในช่วงบ่ายก็ได้ห้องน้ำชาของที่นี่เป็นเพดานโปร่ง มีแสงธรรมชาติสองลงมาตรงกลางห้อง คลาสสิคมาก
​Sunshine Vacation Villa ​Sunshine Vacation Villa ย้อนกลับไปเมื่อ 20 ปีก่อนที่ดินบริเวณชิงจิ้งยังไม่ได้รับการพัฒนาเช่นปัจจุบัน ที่พักแห่งนี้เป็นที่พักแบบ B&B แห่งแรก ออกแบบและควบคุมการก่อสร้างโดยเจ้าของซึ่งเป็นลูกสาวของหัวหน้าเผ่าชนพื้นเมืองในเขตนี้ (เจ้าของมีศักดิ์เป็นเจ้าหญิงของเผ่า) ด้วยความที่เป็นคนรักการปลูกต้นไม้ ดอกไม้และป่าเขา เธอจึงเลือกที่จะออกแบบอาคารเน้นความกลมกลืนไม่ย้อนแย้งกับธรรมชาติมากที่สุด ที่พักแห่งนี้จึงมีสไตล์และกลิ่นอายของชาเลย์ ห้องพักของที่นี่แต่ละอาคารมีจำนวนไม่มาก เน้นการตกแต่งด้วยไม้ ให้ความรู้สึกเป็นส่วนตัวและสงบเงียบ หากมากันเป็นครอบครัว มีห้องพักแบบบ้านพักขนาดย่อม ที่ใช้ห้องนั่งเล่นร่วมกันและมีระเบียงมองออกไปเห็นวิวทิวเขาได้ทุกห้อง อย่าพลาดแวะไปจิบกาแฟที่คาเฟ่ โดยเฉพาะช่วงหน้าหนาวระหว่างเดือน ธันวาคมถึงมีนาคมซึ่งเขาจะมีการก่อเตาผิง อากาศเย็นๆมองออกไปเห็นวิวทะเลหมอกก่อนที่พระอาทิตย์จะตกดิน โรแมนติกแบบที่ยากจะอธิบายออกมาเป็นคำพูด การันตีแค่ว่ามีหนุ่มๆ ที่เลือกคาเฟ่แห่งนี้เป็นสถานที่ขอแต่งงานกับหญิงสาวที่เขาหลงรักมาแล้วหลายคู่ นอกจากที่พักบรรยากาศดีแล้ว ในบริเวณเดียวกันยังมีความสะดวกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นร้านสะดวกซื้อหรือร้านอาหาร ล้วนแต่อยู่ในระยะเดินถึง อยากชวนให้ลองชิมหลากเมนูของร้านอาหาร เพราะหลายเมนูเป็นอาหารของชนเผ่า พื้นเมืองของไต้หวันที่ได้รับการสืบทอดมาจากต้นตระกูลของเจ้าของร้าน มองออกไปตรงนอกระเบียงจากห้องอาหารจะเห็นวิวทิวเขาแบบพาโนราม่า อย่าลืมแหงนหน้ามองดู ความน่ารักของต้นเสาวรสที่เลื้อยอยู่บนหลังคา ไม่น่าเชื่อว่าสวรสพวงเล็กพวงน้อยทั้งหมดที่เห็นจะมีต้นกำเนิดมาจากเสาวรสแค่ต้นเดียว