ตามส้มโอไปเที่ยวหนานโถวกัน

banner

- สถานที่ท่องเที่ยว -

เขต Area
National Taiwan University Highland Experimental Farm National Taiwan University Highland Experimental Farm ฟาร์มแห่งนี้อยู่ใต้การดูแลของมหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวันหรือ National Taiwan University อายุอานามของฟาร์มยาวนาน เพราะก่อตั้งกันมาตั้งแต่ปี 1937 ซึ่งเป็นยุคสมัยที่ไต้หวันยังอยู่ภายใต้การปกครองของประเทศญี่ปุ่น ชื่ออย่างเป็นทางการของฟาร์มในสมัยก่อนคือ Wu-She Highland Farm แต่เมื่อได้รับการดูแลอยู่ภายใต้มหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวันจึงเปลี่ยนชื่อมาเป็นเวอร์ชั่นแบบในปัจจุบันจุดประสงค์สำคัญของฟาร์มนี้หลักๆคือเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้และทดลองของนักเรียน นักศึกษาและเจ้าหน้าที่วิจัยของมหาวิทยาลัย บางโอกาสมีการจับมือแลกเปลี่ยนความรู้จากหน่วยงานและองค์รภายนอกพื้นที่ในฟาร์มมีขนาดใหญ่ถึงเกือบ 6,700 ไร่ ฟาร์มตั้งอยู่ที่ความสูงตั้งแต่ 900 ไปจนถึง 2,700 เมตรจากระดับน้ำทะเล ทำให้เป็นพื้นที่ที่สมบูรณ์เหมาะแก่การทดลองปลูกพันธุ์ไม้ดอกไม้ต่างๆสำหรับนักเดินทางอย่างเรา ทางฟาร์มมีบริการห้องพัก ให้เราได้ดื่มด่ำกับการพักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติอย่างเต็มอิ่ม นอกจากนี้ยังมีการจัดกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นคอร์สระยะสั้นแบบครึ่งวันหรือยาวขึ้นถึง 3 วัน กิจกรรมเหล่านี้ทางฟาร์มจะอัพเดทไว้ทางเว็บไซต์เสมอ ต้องเช็คกันก่อนล่วงหน้า ไม่สามารถวอร์คอินเข้าไปร่วมได้ แต่ถ้าเป็นกิจกรรมประเภทครึ่งวันซึ่งส่วนใหญ่จะเน้นพาเดินแนะนำ ชมพรรณไม้รอบๆพื้นที่ กิจกรรมแบบนี้สามารถเข้าไปแทนได้เลยไม่ต้องสำรองที่นั่งล่วงหน้าช่วงต้นปีประมาณตรุษจีน ที่นี่เป็นจุดชมซากุระสวยอีกแห่งที่ไม่ค่อยมีคนรู้มากนัก แต่ที่เป็นเพชรเม็ดงามซ่อนไว้ท่ามกลางหุบเขา คือทุ่งดอกลาเวนเดอร์ซึ่งจะออกกันช่วงเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคม หากเดินทางมาช่วงนั้นยังมีโอกาสได้เห็นดอกไฮเดรนเยียสีหวานที่ออกอวดโฉมในเวลาใกล้เคียงกันอีกด้วยหากใครชอบผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากธรรมชาติ ก่อนกลับอย่าลืมแวะช้อปปิ้งที่ร้านขายของที่ระลึกของทางฟาร์ม นอกจากจะได้ของดีราคายุติธรรมกลับบ้านแล้วยังเป็นการสนับสนุนโครงการดีๆ หลายๆผลิตภัณฑ์เป็นสินค้าทำมือ มีจำนวนไม่มาก หมดแล้วหมดเลย ดังนั้นถ้าชอบก็อย่าลังเล ไม่เช่นนั้นมาคราวหน้าอาจจะไม่เจอแล้วก็เป็นได้
Mountain Boutique Cafe Mountain Boutique Cafe ร้านกาแฟแห่งนี้ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางสวนส้ม ครั้งแรกที่ได้แวะมาเยี่ยมเยือนเกือบนึกไปว่าหลงทาง ไม่น่าเชื่อว่าจะมีร้านกาแฟกิ๊บเก๋ตั้งอยู่ท่ามกลางธรรมชาติและเมืองเงียบๆแบบนี้เจ้าของร้านเป็นอาจารย์หนุ่มสอนเกี่ยวกับเรื่องการดีไซน์ออกแบบผู้ซึ่งหลงใหลในกลิ่นหอมของกาแฟ แต่เดิมครอบครัวของอาจารย์รุ่นคุณพ่อคุณแม่เป็นเกษตกรสวนส้ม อาจารย์จะมีความคุ้นเคยกับการดูแลเพาะปลูกพันธุ์ไม้ต่างๆ เมื่อมีความชอบในด้านกาแฟจึงตัดสินใจลงมือปลูกด้วยตนเอง ด้วยความตั้งใจที่จะสามารถควบคุมคุณภาพได้ตั้งแต่ต้นจนถึงขั้นตอนการคั่วและการชงอาจารย์บอกว่าการชงกาแฟแต่ละถ้วยก็เหมือนการดีไซน์ตกแต่ง ต้องมีภาพในใจก่อนว่าอยากได้ผลลัพธ์แบบไหน ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมเมล็ดพันธุ์กาแฟของไร่นี้ถึงได้รางวัลจากการแข่งขันประกวดประจำปี ถึงแม้ว่าราคาจะค่อนข้างสูงหากเทียบกับกาแฟในท้องตลาดทั่วไป แต่พอทราบเหตุผลและความละเมียดละไมในการดูแล บอกเลยว่าสมราคานอกจากกาแฟหอมกรุ่นชงกันใหม่ๆทุกแก้วแล้ว ขนมหวานของร้านนี้ยังอร่อยมากๆอีกด้วย ชวนให้ลองชิมสโคนอบร้อนๆที่เสริฟมาพร้อมคล็อตเต็ทครีมและแยมส้มที่ทางร้านใช้ส้มจากไร่ของตนเองกวนกันแบบโฮมเมดหรือจะทานกับฮันนี่เค้กเนื้อนุ่มที่มีกลิ่นหอมของผิวส้มอ่อนๆก็ได้บรรยากาศในร้านตกแต่งเรียบง่าย อบอุ่น กระจกหน้าต่างบานใหญ่ทำให้สามารถมองเห็นวิวสีเขียวของต้นไม้ในไร่บริเวณโดยรอบได้อย่างชัดเจน เฟอร์นิเจอร์ไม้สีอ่อนที่ตั้งในร้านทำให้ความรู้สึกผ่อนคลาย ยิ่งได้เงี่ยหูฟังเพลงเบาๆที่เปิดในร้านระหว่างจิบกาแฟทานขนมระหว่างดูเจ้าของร้านดริปกาแฟยิ่งเพลินก่อนกลับสามารถเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ธรรมชาติที่ทางร้านเลือกสรรค์มาให้กลับไปเป็นของฝากได้ ส่วนใหญ่เป็นผลผลิตจากทางไร่ของทางร้าน มีบางอย่างที่เป็นผลงานของสมาชิกในชุมชน คอลเลคชั่นที่ทางร้านเลือกมาแพ็คเกจจิ้งสวย คุณภาพดี ราคากำลังน่ารักไม่แพงจนเกินไป【INFO】Tel:+886-49-2721952Web:https://www.mountainboutique.net/Add:No. 7-3, Zhongxi Ln., Guoxing Township, Nantou County 544, Taiwan (R.O.C.)Email:mountainboutique@gmail.com
Hakka Restaurant Hakka Restaurant ที่เมืองไทยจะหาอาหารจีนแคะร้านอร่อยอาจจะต้องใช้ความพยายามกันนิดนึง เพราะไม่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายนัก แต่ที่ไต้หวันอาหารจีนแคะพบได้ประปรายทั่วไป โดยเฉพาะเวลาเดินทางออกไปนอกเมืองหลวงร้านอาหารจีนแคะร้านนี้เป็นร้านเปิดใหม่เมื่อไม่กี่ปี แต่ได้รับความนิยมรู้จักกันอย่างกว้างขวางบอกกันปากต่อปากจากคนในระแวก ห็นสวนเขียวชอุ่ม และบ่อปลาคาร์ฟสีสด อดไม่ได้ที่จะนึกถึงบรรยากาศสบายๆสโลวไลฟ์ของวันวานหากไม่คุ้นเคยกับเมนูอาหารสไตล์จีนแคะ ทางร้านมีเมนูคลาสสิคเป็นเซ็ตแนะนำให้ชวนชิม เริ่มมาจากอาหารประเภทออร์เดิร์ฟ ตามมาด้วยประภทตุ๋น ผัด ทอดและซุปร้อน ที่พลาดไม่ได้คือจำพวกของดอง ซึ่งเป็นเมนูขึ้นชื่อของอาหารจีนแคะจานเด็ดที่พลาดไม่ได้ของร้านนี้คือผัดหน่อไม้ ซึ่งทางร้านเลือกใช้แต่หน่อไม้ยอดอ่อนที่ขึ้นในท้องถิ่น หวานหอมกรอบอร่อยแบบหาทานไม่ได้จากที่อื่นอีกจานที่อร่อยกันแบบห้ามคำนวณแคลอรี่ คือสตูหมูสามชั้นที่มาพร้อมกับเกรวี่เข้มข้น เนื้อนุ่มเนียนละลายในปาก ยิ่งได้ทานกับข้าวสวยร้อนๆยิ่งฟินเมนูไข่เจียวผักกาดดองของเขาก็อร่อย หากใครคิดถึงรสชาติไทยๆ ยังไงก็ต้องสั่งเมนูนี้ รสชาติคล้ายๆกับไข่เจียวไชโป๊วบ้านเรา แต่ผักดองที่หั่นเป็นชิ้นเล็กๆมาจะค่อนข้างเค็มกว่า แต่ความเค็มนี้แหล่ที่จะเป็นตัวชูรสหอมหวานของไข่เจียว เป็นเมนูง่ายๆแต่อร่อยกันได้ทุกคนตบท้ายกันด้วยเครื่องยาสมุนไพรที่เปี่ยมไปด้วยคุณค่าทางอาหาร ซุปของร้านนี้มีกลิ่นเครื่องยาอ่อนๆแต่ไม่ฉุน เหมือนกับต้มเครื่องยาที่เราพบเจอทั่วไป เหมาะมากสำหรับเป็นเมนูปิดสุดท้ายของจาน
BaiShenChun Coffee Estate BaiShenChun Coffee Estate ย้อนไปเมื่อหลายสิบปีก่อนในไต้หวัน โดยเฉพาะเขตหนานโถวกระแสการปลูกและดื่มกาแฟยังไม่ได้รับความนิยมมากแบบในปัจจุบัน สมัยก่อนคนในท้องที่นิยมแต่ดื่มชา แต่คุณลุงเจ้าของร้านกาแฟแห่งนี้กลับมีวิสัยทัศน์ที่ต่างกันออกไป สมัยก่อนหากต้องการดื่มกาแฟคุณภาพดี ส่วนใหญ่แล้วต้องไปพึ่งพาคาเฟ่สไตล์ญี่ปุ่น ซึ่งส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในเมือง โดยเฉพาะแถวตึกแดงในเขตซีเหมินซึ่งเป็นแหล่งค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้าที่ส่งมาจากต่างประเทศ เม็ดกาแฟที่นำมาชงก็เป็นเม็ดกาแฟอิมพอร์ตมาจากต่างประเทศ คุณลุงเจ้าของร้านผู้ซึ่งนิยมชมชอบการดื่มกาแฟจึงเริ่มมาขบคิด ตีโจทย์ว่าจะทำอย่างไรให้สามารถปลูกกาแฟที่มีคุณภาพได้ในพื้นที่หนานโถวหลังจากลองผิดลองถูก ฝ่าฟันกับอุปสรรคและทะเลาะกับสภาพอากาศมาหลายปี ไร่กาแฟของคุณลุงก็สามารถผลิตเมล็ดกาแฟคุณภาพดีที่ระดับรางวัลแถวหน้าทั้งในและนอกประเทศ กิจการก็มีการขยายมีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนปัจจุบันไร่กาแฟแห่งนี้เป็นผู้ผลิตกาแฟรายใหญ่ให้กับร้านกาแฟหลายเจ้าทั้งในและนอกประเทศร้านกาแฟแห่งนี้เหมาะกับแฟนพันธุ์แท้เรื่องกาแฟ นอกจากเจ้าของร้านจะใจดีพูดคุยเล่าเรื่อง แชร์ประสบการณ์เรื่องราวของกาแฟกับผู้มาเยี่ยมเยือนแล้ว หากเวลาและอากาศอำนวย บางครั้งยังพานั่งรถไปชมไร่กาแฟที่อยู่ห่างออกไปไม่นานกันอีกด้วยปัจจุบันร้านนี้ได้รับการสืบต่อโดยทายาทรุ่นที่สอง ลูกชายของคุณลุงเจ้าของร้านเป็นผู้เชี่ยวชาญด้าน Cupping กาแฟ ผู้ซึ่งได้รับรางวัลจากสถาบันระดับโลกมากมาย ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้นน่าชื่นใจแทนจริงๆนอกจากจะเปิดร้านกาแฟให้ผู้ที่ผ่านมาผ่านไปได้ลิ้มลองรสชาติหอมหวานแล้ว ที่นี่ยังเปิดเวิร์คช็อปสอนเรื่องงการคั่วและการชงกาแฟ ไม่ต้องกังวลเรื่องที่พัก เพราะบริเวณเดียวกันเปิดให้บริการที่พักสไตล์ Bed&Breakfast ด้วย
92 Cafe 92 Cafe มองดูจากข้างนอกอาจจะไม่รู้สึกว่าร้านแห่งนี้มีความพิเศษอะไร ตกแต่งก็ดูธรรมดาไม่ได้หวือหวาฮิปสเตอร์ แต่จริงๆแล้วร้านเล็กๆแห่งนี้เป็นคาเฟ่เก๋าประจำของเมือง เรียกว่าฮาร์ดคอร์กาแฟตัวจริงถ้าไม่ได้มาถือว่าพลาด 92 Cafe เป็นหน้าร้านขององค์กรส่งเสริมการผลิตกาแฟประจำเมือง Guoxing ซึ่งจะมีการจัดประกวดแข่งขันเฟ้นหาเมล็ดกาแฟที่มีคุณภาพสูงสุดในเขตหนานโถวทุกปี โดยแต่ละปีมีผู้เข้าร่วมประกวดมากกว่า 100 เจ้า ทำให้การแข่งขันนี้ได้รับความสนใจจากคอกาแฟทั่วประเทศองค์กรนี้จะทำหน้าที่คัดสรรเมล็ดกาแฟคุณภาพของท้องถิ่น โดยไร่กาแฟที่ได้มาตรฐานจะมีตราประทับซีลที่บรรจุภัณฑ์ โดยมีระดับคะแนนกำกับชัดเจน หากใครชอบทดลองดื่มกาแฟหลายๆแบบ รับรองว่าชอบ เพราะกาแฟของเขตนี้มีรสชาติ กลิ่นและสัมผัสที่แตกต่างจากกาแฟในท้องตลาดที่เราได้ชิมทั่วๆไป ที่สำคัญหาซื้อไม่ได้จากนอกประเทศ ขนาดในไต้หวันเองยังหายากเพราะผลิตมาได้ในจำนวนน้อย แค่ซัพพอร์ตความต้องการเฉพาะนักดื่มในประเทศยังมีไม่พอ ดังนั้นกาแฟของไม่ค่อยได้พบกาแฟของไต้หวันส่งออกไปขายนอกประเทศบ่อยๆ นอกจากเรื่องคุณภาพแล้วองค์กรส่งเสริมการผลิตกาแฟนี้ยังทำหน้าที่ควบคุมราคาให้ยุติธรรมและยังกระจายความรู้ทางการเพาะปลูกกาแฟ เทคนิคการคั่วและวิธีการชงให้กับเกษตรกร ผู้สนใจและบาริสต้าจากทั่วประเทศกาแฟชื่อดังของร้านเป็นกาแฟที่ปลูกจากไร่ในพื้นที่ เป็นไร่ออแกนิคไม่มีการใช้สารเคมีใดๆ การเก็บเม็ดกาแฟใช้มือเด็ดเม็ดต่อเม็ด จากนั้นจึงมาผ่านกรรมวิธีขั้นตอนการล้าง การหมัก การคั่วที่ได้มาตรฐาน ผ่านมาจนถึงการชงด้วยบาริสต้าผู้ชำนาญ ถึงแม้ว่าราคาจะสูงถึงแก้วละ 300 เหรียญ แต่อยากให้ลิ้มลองคุณภาพคับแก้วของกาแฟจากไร่แห่งนี้กันสักครั้ง หรือจะซื้อกลับไปเป็นของฝากชิ้นพิเศษสำหรับคนรักกาแฟก็ไดถูกใจผู้รับแน่
Puli Winery Center Puli Winery Center โรงกลั่นสุราแห่งนี้เป็นโรงกลั่นสำคัญประจำเมืองผูหลี่ แต่เดิมผลิตเฉพาะสุราที่หมักจากข้าวและสาเก แต่ในปัจจุบันหันมาผลิตสุราคุณภาพสูงที่กลั่นจากน้ำแร่หรือที่เรียกกันว่าสุรา Shaoxing (เฉาซิ่ง) ซึ่งเป็นสุราที่นิยมใช้ในการประกอบอาหารShaoxing เป็นสุราที่มีสีใส กลิ่นหอม คนไต้หวันและคนจีนนิยมนำมาใส่อาหารประเภทเนื้อเพื่อช่วยดับกลิ่นคาวหรือให้รสชาติเข้มข้นอร่อยยิ่งขึ้น พ่อครัวหลายคนเชื่อว่าการหมักเนื้อในสุราชนิดนี้จะทำให้เนื้อมีความนุ่มนวลและอร่อยมากยิ่งขึ้น โดยไม่ต้องกังวลว่าจะมึนเมาจากฤทธิ์แอลกอฮอล์ เพราะความร้อนในการประกอบอาหารจะทำให้แอลกอฮอล์ระเหยไปหมด เหลือแต่ความหอมหวานของสุราพิเศษชนิดนี้สุราชนิดนี้ใช้เวลาการหมักไม่นานมาก ส่วนใหญ่ที่จำหน่ายกันในท้องตลาดใช้เวลาหมักประมาณ 3-5 ปี บางประเภทที่พิเศษหน่อย ใช้เวลาหมักกันยาวนานถึง 10 ปี แต่ส่วนใหญ่ราคาไม่สูงจนเอื้อมไม่ไหวเหมือนไวน์ของแถบประเทศตะวันตกโรงกลั่นสุราแห่งนี้นอกจากมีสุราคุณภาพดีราคาหลากหลายระดับจำหน่ายแล้ว ยังมีพิพิธภัณฑ์และโรงงานโบราณให้นักท่องเที่ยวได้เข้าชมขั้นตอนผลิตแบบดั้งเดิมและวัฒนธรรมการดื่มของคนสมัยก่อนสมัยก่อนในช่วงที่เศรษฐกิจของไต้หวันไม่ได้มั่นคงอู้ฟูู่่แบบในปัจจุบัน คนสมัยก่อนเวลามีลูกสาวพ่อแม่จะเริ่มหมักสุราใส่ลงโถดิน เก็บเอาไว้จนกระทั่งลูกสาวเติบใหญ่ออกเรือนจึงนำสุราที่หมักเอาไว้นี้มอบให้ครอบครัวว่าที่บุตรเขยไว้ใช้เฉลิมฉลองวันสำคัญของทั้งสองครอบครัว เมื่อหมดงานจึงจะนำโถดิน รูปร่างคล้ายโอ่งดินขนาดเล็กนึ้ไปตกแต่งตั้งโชว์อวดริมกำแพง เป็นสัญลักษณ์ให้รู้ว่าลูกสาวบ้านนี้ออกเรือนเรียบร้อยแล้ว นอกจากสุราและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ที่นี่ยังเป็นศูนย์รวมของผลิตภัณฑ์น่าสนใจอื่นๆ อาทิเช่นผลิตภัณฑ์ขนมและอาหารเจ้าดังของท้องที่ เช่นไข่ชาและกุนเชียง เรียกได้ว่าแวะมาที่เดียว ได้ทั้งชิม ชมและช้อป
Puli Winery Center Puli Winery Center โรงกลั่นสุราแห่งนี้เป็นโรงกลั่นสำคัญประจำเมืองผูหลี่ แต่เดิมผลิตเฉพาะสุราที่หมักจากข้าวและสาเก แต่ในปัจจุบันหันมาผลิตสุราคุณภาพสูงที่กลั่นจากน้ำแร่หรือที่เรียกกันว่าสุรา Shaoxing (เฉาซิ่ง) ซึ่งเป็นสุราที่นิยมใช้ในการประกอบอาหารShaoxing เป็นสุราที่มีสีใส กลิ่นหอม คนไต้หวันและคนจีนนิยมนำมาใส่อาหารประเภทเนื้อเพื่อช่วยดับกลิ่นคาวหรือให้รสชาติเข้มข้นอร่อยยิ่งขึ้น พ่อครัวหลายคนเชื่อว่าการหมักเนื้อในสุราชนิดนี้จะทำให้เนื้อมีความนุ่มนวลและอร่อยมากยิ่งขึ้น โดยไม่ต้องกังวลว่าจะมึนเมาจากฤทธิ์แอลกอฮอล์ เพราะความร้อนในการประกอบอาหารจะทำให้แอลกอฮอล์ระเหยไปหมด เหลือแต่ความหอมหวานของสุราพิเศษชนิดนี้สุราชนิดนี้ใช้เวลาการหมักไม่นานมาก ส่วนใหญ่ที่จำหน่ายกันในท้องตลาดใช้เวลาหมักประมาณ 3-5 ปี บางประเภทที่พิเศษหน่อย ใช้เวลาหมักกันยาวนานถึง 10 ปี แต่ส่วนใหญ่ราคาไม่สูงจนเอื้อมไม่ไหวเหมือนไวน์ของแถบประเทศตะวันตกโรงกลั่นสุราแห่งนี้นอกจากมีสุราคุณภาพดีราคาหลากหลายระดับจำหน่ายแล้ว ยังมีพิพิธภัณฑ์และโรงงานโบราณให้นักท่องเที่ยวได้เข้าชมขั้นตอนผลิตแบบดั้งเดิมและวัฒนธรรมการดื่มของคนสมัยก่อนสมัยก่อนในช่วงที่เศรษฐกิจของไต้หวันไม่ได้มั่นคงอู้ฟูู่่แบบในปัจจุบัน คนสมัยก่อนเวลามีลูกสาวพ่อแม่จะเริ่มหมักสุราใส่ลงโถดิน เก็บเอาไว้จนกระทั่งลูกสาวเติบใหญ่ออกเรือนจึงนำสุราที่หมักเอาไว้นี้มอบให้ครอบครัวว่าที่บุตรเขยไว้ใช้เฉลิมฉลองวันสำคัญของทั้งสองครอบครัว เมื่อหมดงานจึงจะนำโถดิน รูปร่างคล้ายโอ่งดินขนาดเล็กนึ้ไปตกแต่งตั้งโชว์อวดริมกำแพง เป็นสัญลักษณ์ให้รู้ว่าลูกสาวบ้านนี้ออกเรือนเรียบร้อยแล้ว นอกจากสุราและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ที่นี่ยังเป็นศูนย์รวมของผลิตภัณฑ์น่าสนใจอื่นๆ อาทิเช่นผลิตภัณฑ์ขนมและอาหารเจ้าดังของท้องที่ เช่นไข่ชาและกุนเชียง เรียกได้ว่าแวะมาที่เดียว ได้ทั้งชิม ชมและช้อป
Paper Dome Paper Dome ที่มาของโดมกระดาษแห่งนี้มีเรื่องราวที่น่าประทับใจอยู่เบื้องหลัง อาคารหลังนี้มีโครงสร้างเป็นเสาที่ทำจากกระดาษเป็นฝีมือการดีไซน์ออกแบบของสถาปนิกชาวญี่ปุ่นชื่อคุณ Shigeru Ban เดิมทีอาคารหลังนี้ไม่ได้ตั้งอยู่ที่ไต้หวันแต่อยู่ที่ประเทศญี่ปุ่น โดยทำหน้าที่เป็นโบสถ์ชั่วคราวในช่วงปี 1995 หลังจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่เมืองโกเบ อาคารหลังนี้นอกจากทำหน้าที่เป็นโบสถ์ยึดเหนี่ยวจิตใจของคริสต์ศาสนิกชนแล้ว ยังเป็นที่รวมตัวทำกิจกรรมของชุมชนอีกด้วย โบสถ์กระดาษแห่งนี้ประกอบขึ้นจากเสากระดาษขนาดใหญ่ 58 ต้น ใช้อาสาสมัครสร้างถึง 160 คน โดยใช้เวลา ก่อสร้างเพียงแค่ 5 อาทิตย์เท่านั้นหลังจากเหตุการณ์การณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ หรือที่เรียกถึงกันว่าเหตุการณ์ 921 Earthquake ในปี 1999 ที่เขตหนานโถว เมืองผูหลี่เป็นเมืองที่ได้รับผลกระทบรุนแรงมากที่สุดเมืองหนึ่ง ต่อมาทางการและชุมชนได้มีการซ่อมแซมบูรณะและพัฒนาเมืองให้กลับมาฟื้นฟูใหม่ ในปี 2006 ทางญี่ปุ่นได้ส่งโบสถ์กระดาษแห่งนี้ให้มาเป็นขวัญเป็นกำลังใจ และที่ระลึกของเมืองเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของความเข้มแข็ง ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคและภัยธรรมชาติ รวมทั้งเป็นตัวแทนของความร่วมแรงร่วมใจของคนในชุมชนและประเทศการเดินทางของโบสถ์กระดาษแห่งนี้ไม่ง่ายเลย ระหว่างการขนส่งเสากระดาษขนาดใหญ่เหล่านี้ผ่านทางเรือจากประเทศญี่ปุ่นมาไต้หวันเป็นช่วงฤดูฝน เสาบางต้นโดนฝนทำให้มีน้ำซึม หากลองสังเกตดูให้ดีจะเห็นรอยคราบน้ำจากการเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลครั้งนั้นนอกจากความพิเศษของโบสถ์กระดาษแล้วที่นี่ยังมีสระบัวหลวงที่งดงาม บางต้นสูงกว่าคนยืน มีผีเสื้อมากมายหลากร้อยพันธุ์ หากใครชอบธรรมชาติมาเยี่ยมชมที่นี่ี่จะลืมเวลากันเลยทีเดียว ด้านในมีร้านกาแฟและขนมให้บริการ สามารถไปนั่งทอดอารมณ์เพลินๆดื่มด่ำกับธรรมชาติได้อย่าลืมไปลองขึ้นไปยืนบนเรือเหล็กสีขาวในสระบัว เขาสร้างไว้เพื่อให้คนรุ่นหลังและผู้มาเยือนได้สัมผัสความรู้สึกจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในปี 1999 นั้น สามารถทำได้โดยการขย่มเรือเบาๆ ระหว่างที่ขึ้นไปยืนจะได้ยินเสียงเหล็กตีกันและพื้นที่ขยับขึ้นๆลงๆโคลงเคลง ขนาดแค่เป็นการจำลองยังอดรู้สึกใจหวิวๆไม่ได้ คิดถึงคนในท้องที่ที่ประสบกับเหตุการณ์ในวันนั้น ทุกคนล้วนแต่มีจิตใจที่เข้มแข็งจึงผ่านเวลาที่ยากลำบากและสามารถพลิกวิกฤติครั้งนั้นให้กลับเป็นพื้นที่ที่สวยงามอย่างโดมกระดาษแห่งนี้
Shanlinxi (Sun Link Sea) Forest Park Shanlinxi (Sun Link Sea) Forest Park สิ่งหนึ่งที่ทำให้ผู้คนหลงใหลในความงามของหนานโถวจนต้องกลับมาเยือนครั้งแล้วครั้งเล่า นอกจากอากาศที่ดีบริสุทธิ์เย็นสบายตลอดปีแล้วยังเป็นเรื่องของความงามจากธรรมชาติ โดยเฉพาะดอกไม้ที่สลับกันเบ่งบานตลอดปี อุทยานซานหลิงซีเป็นไฮไลท์อีกแห่งของเขตหนานโถวที่นักเดินสามารถชมความงามสวยหวานของดอกไม้นานาพันธุ์ได้ตลอด 365 วันแน่นอนว่าเรื่องของธรรมชาติจะให้กำหนดตายตัวตรงเวลาคงเป็นไปไม่ได้ แต่โดยทั่วไปฤดูการบานของดอกไม้จะอยู่ใกล้เคียงบวกลบกันประมาณไม่เกิน 1 เดือนเริ่มกันมาตั้งแต่ต้นปีระหว่างเดือนมกราคมถึงกุมภาพันธ์ อุทยานจะจัดเทศกาลดอกทิวลิปขึ้นทุกปี หากเดินทางไปช่วงนี้จะได้เห็นทุ่งทิวลิปงดงามหลากหลายสีสันหลากหลายสายพันธุ์ ทั้งโทนสดใสอย่างสีแดง ส้ม เหลือง หรือสีที่ไม่ค่อยได้เห็นบ่อยนัก เช่นทิวลิปสีดำและม่วงมะเหมี่ยว ตั้งแต่ปลายเดือนมกราคมจนถึงมีนาคม นอกจากทิวลิปแล้วยังได้เห็นดอกซากุระบาน ซากุระที่ซานหลิงซีสวยงามอลังการไม่แพ้ที่อื่นๆในไต้หวัน ต้นซากุระสูงสีชมพูอ่อนเข้มสลับกันอวดโฉมเป็นแนวยาว ตั้งตระหง่าน โดยมีวิวภูเขาเขียวทอดตัวรายล้อมเป็นฉากหลัง ลองเช็คกับทางเว็บไซต์ของอุทยานก่อนเข้าชมเพราะในบางอาทิตย์เขาจัดกิจกรรมพิเศษ เช่นการแสดงดนตรีหรือปิคนิคจิบชากลางสวนซากุระด้วยเดือนมีนาคมถึงเมษายน อุทยานแห่งนี้มีไฮไลท์เป็นดอกโบตั๋น ซึ่งเขาจัดงานเทศกาลชมดอกโบตั๋นกันทุกปี สวนดอกโบตั๋นของที่นี่อยู่ในร่มทำให้สะดวกในการเข้าชม โดยเฉพาะถ้ามากับสมาชิกรุ่นจิ๋วหรือสมาชิกสูงวัย เพราะมีรถโดยสารวนรับส่งตั้งแต่ทางเข้าอุทยานจนถึงสวน เรียกว่าไม่ต้องเดินกันให้เมื่อยน่องช่วงเดือนพฤษภาคมถึงสิงหาคมเป็นฤดูกาลของดอกไฮเดรนเยีย หากอยากชมความงามให้ครบจะต้องขยันเดินสักนิด เพราะทุ่งดอกไฮเดรนเยียของที่นี่กระจายไปอยู่ทั่วอุทยาน บางจุดต้นไฮเดรนเยียมีขนาดสูงกว่า 2 เมตร และมีดอกขนาดใหญ่ชนิดแอบไปซ่อนด้านหลังกันได้สบายๆ ดอกไฮเดรนเยียของที่นี่มีหลากหลายเฉด ทั้งฟ้าอ่อน ฟ้าเข้ม ชมพูและขาว ช่วงปลายปีตั้งแต่ปลายตุลาคมจนถึงธันวาคมเป็นช่วงผลัดใบของต้นเมเปิ้ลและฤดูกาลของใบไม้เปลี่ยนสีจาก พฤกษาพันธุ์อื่นๆ อุทยานของที่นี่เปลี่ยนจากสีเขียวกลายเป็นสีเหลืองอ่อน แดงสลับกับน้ำตาล เป็นการเตือนของธรรมชาติว่าระยะสุดท้ายของปีได้ย่างมาถึงแล้ว หากใครมาเที่ยวช่วงนี้ อย่าลืมเตรียมอุปกรณ์กันหนาวมาด้วย ช่วงพระอาทิตย์ลับขอบฟ้า อุณหภูมิในอุทยานบางวันลดลงจนถึงเลขตัวเดียวนอกจากความสวยงามของดอกไม้นานาพันธุ์ที่มีให้ดื่มด่ำกันได้ตลอดทั้งปี อุทยานซานหลิงซียังมีน้ำตกขนาดใหญ่และเทรลสวยๆหลายจุดให้ผู้มาเยือนเดินสูดโอโซนฟอกปอดกันตลอดทั้งปี ในอุทยานมีที่พักอย่างดี ไม่ต้องรีบกลับหากเวลามากพอ ช่วงกลางคืนมีกิจกรรมเก๋ๆอย่างดูหิ่งห้อย ชมดาวหรือจิบชาสลับกันไป
Ita Thao Performing Art Center Ita Thao Performing Art Center หากมาเที่ยวทะเลสาบสุริยันจันทราอยากชวนให้เจียดเวลาแวะมาชมการแสดงของชนเผ่าพื้นเมืองที่โรงละครแห่งนี้ ในไต้หวันมีชนเผ่าพื้นเมืองอยู่หลายเผ่า โดยมีการตั้งถิ่นฐานกระจายอยู่ทั่วไปรอบเกาะ ปัจจุบันนิยมแบ่งชนเผ่าแยกทั้งหมด 16 เผ่า โดยแยกเป็น 15 เผ่าหลักและเผ่าย่อยๆรวมกันอีก 1แถบทะเลสาบสุริยันจันทรานี้เป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของชนเผ่าเซ่า (Thao) ซึ่งเป็นชนพื้นเมืองเผ่าสำคัญอีกกลุ่มของไต้หวัน โรงละครแห่งนี้เป็นการรวมตัวกันของชาวเซ่า โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อเก็บรักษาวัฒนธรรมและศิลปะการแสดงโบราณส่งต่อไยังคนรุ่นหลัง รวมทั้งเพื่อบอกเล่าเรื่องราวความเป็นมาและการดำรงชีวิตของชาวเผ่านี้ผ่านบทเพลงและการร่ายรำขับร้องให้กับนักเดินทางต่างถิ่นที่สนใจ โรงละครอยู่ห่างจากท่าเรือระยะเดินยังไม่ทันเหนื่อย หากเลือกที่จะชมวิวทะเลสาบด้วยกระเช้าลอยฟ้า สถานีต้นทางก็อยู่ไม่ไกลจากโรงละคร การแสดงเปิดเป็นรอบๆ ก่อนเข้าชมอย่าลืมเช็คเวลากันก่อน ไม่ต้องสำรองบัตรล่วงหน้า สามารถไปซื้อหน้างานได้เลย การแสดงใช้เวลาประมาณ 40 ถึง 45 นาทีต่อรอบ พื้นที่จัดแสดงเป็นเวทีเอาท์ดอร์ ไม่มีเครื่องปรับอากาศแต่ไม่ร้อนเพราะอยู่ในร่ม หากอยากได้มุมสวยๆเก็บภาพและดูชัดๆ ต้องมาก่อนล่วงหน้าก่อนการแสดงจะเริ่มสัก 15 นาที เพราะระบบการเลือกที่นั่งเป็นแบบถึงก่อนมีสิทธิ์ก่อน ข้อดีของการมาจับจองที่นั่งล่วงหน้าคือจะได้เห็นเบื้องหลังการตระเตรียมเครื่องดนตรี บางครั้งได้ยินเสียงนักร้องวอร์มอัพเป็นน้ำจิ้มพอให้ได้ตื่นเต้นด้วยการแสดงเริ่มจากการแนะนำตัวและสอนภาษา เช่นประโยคทักทายง่ายๆที่ใ้ได้บ่อยๆของชนเผ่าเซ่า จากนั้นจะเป็นการแสดงขับร้องและเต้นรำ โดยเนื้อหาจะเน้นไปทางเรื่องราวของความเป็นอยู่ การดำรงชีวิตที่ผูกพันอยู่กับธรรมชาติในครั้งอดีตกาล นอกจากนี้ยังมีการแสดงน่ารักๆกุ๊กกิ๊กเกี่ยวกับการเกี้ยวพาราสีและการหาคู่ครอง ของหนุ่มสาวชนเผ่านี้ ต้องไปดูกันเอาเองเพราะไม่อยากสปอยด์ว่าเขามีวิธีการเลือกคู่แบบไหนตอนท้ายของการแสดงมีการเชิญผู้ชมให้เข้าไปร่วมสนุกเป็นส่วนหนึ่งในการเต้นรำเฉลิมฉลองของชาวเผ่า ไม่ต้องเกร็งหรือกังวลเพราะนักแสดงจะติวเสต็ปง่ายๆให้เราก่อน ไม่ยากเกินกำลังแน่นอน
Sun Moon Lake Swim Carnival Sun Moon Lake Swim Carnival มีการกล่าวไว้ในหมู่คนไต้หวันว่าถ้ารักประเทศจริงต้องพิชิตกิจกรรมท้าทายพลังกายพลังใจ 3 อย่างต่อไปนี้ให้ได้ กิจกรรมแรกคือการปั่นจักรยานรอบเกาะไต้หวัน กิจกรรมที่สองคือการพิชิตยอดเขาหยก ซึ่งเป็นภูเขาสูงสุดของไต้หวัน สุดท้ายคือการว่ายน้ำข้ามทะเลสาบสุริยันจันทรา ทะเลสาบที่ใหญ่และสวยที่สุดของประเทศซึ่งเป็นสัญลักษณ์สำคัญของเกาะมันเทศแห่งนี้ปกติแล้วทะเลสาบสุริยันจันทราจะไม่เปิดให้ลงว่ายน้ำเนื่องด้วยเหตุผลของความปลอดภัย เพราะทะเลสาบแห่งนี้มีเรือโดยสารวิ่งข้ามไปข้ามมาขวักไขว่อยู่เกือบตลอดทั้งวัน แต่จะมีข้อยกเว้นปีละครั้งที่จะเปิดให้ประชาชนและผู้ที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรมการว่ายน้ำข้ามทะเลสาบซึ่งมีระยะทางประมาณ 3.3 กิโลเมตรกิจกรรมการว่ายน้ำข้ามทะเลสาบนี้เริ่มมาตั้งแต่ปี 1983 โดยมีผู้เข้าร่วมทั้งชาวไต้หวันและชาวต่างชาติจำนวนมาก ช่วงปีหลังๆมีนักว่ายน้ำเข้าร่วมกันเป็นหลักหมื่น โดยมีนักีฬาง่ายน้ำแถวหน้าระดับโลกร่วมจอยเป็นสิบๆชีวิต เป็นกิจกรรมไฮไลท์ประจำพื้นที่ที่สนุกสนานคึกคักมากมายระยะทางกว่า 3 กิโลเมตรฟังดูเหมือนจะยาก แต่จริงๆแล้วไม่โหดร้ายเหมือนที่หลายคนจินตนาการ เพราะงานนี้เขาไม่มีการจำกัดเวลา ค่อยๆไปโดยจะใช้ตัวช่วยเช่นทุ่นลอยน้ำก็ได้ กฎกติกาการเข้าร่วมกิจกรรมนี้ต้องสมัครเป็นทีมอย่างน้อย 3 คนเพื่อความปลอดภัย เผื่อเป็นอะไรกระทันหันจะได้ช่วยกันได้ ผู้สมัครจะต้องมีอายุมากกว่า 10 ปีขึ้นไป เปิดสมัครกันตั้งแต่ช่วงกลางปี และไปว่ายจริงกันช่วงประมาณเดือนกันยายนหรือตุลาคม ส่วนใหญ่จะจัดตรงกับวันอาทิตย์ ปี 2019 นี้งานจะจัดกันวันอาทิตย์ที่ 1 กันยายน ช่วงเวลานั้นน้ำในทะเลสาบยังไม่เย็นมาก ร่วมสนุกกันได้แบบไม่ต้องเตรียมอุปกรณ์มากมาย แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องเตรียมไปคือรองเท้าและเสื้อคลุมหลังจากว่ายเสร็จ เพราะจุดเริ่มต้นกับเส้นชัยอยู่คนละฝั่งกัน ส่วนใหญ่จะนิยมผูกห้อยติดตัวกันไป บางคนก็ผูกติดไว้กับทุ่น บางคนก็ใส่ไว้ในโหลพลาสติกปิดฝาให้ลอยตุ้บป่องไปพร้อมๆกัน แต่ถ้ามีกองเชียร์หรือกองสนับสนุนจะฝากอุปกรณ์เครื่องใช้กันเอาไว้แล้วนัดกันไปเจอตอนเข้าเส้นชัยก็ได้เพื่อความสะดวกกิจกรรมว่ายน้ำข้ามทะเลสาบสุริยันจันทรานี้ได้รับเลือกแนะนำให้เป็นกิจกรรมที่ควรลองทำสักครั้งหนึ่งในชีวิต จากเว็บไซด์ CNN หากว่ายข้ามสำเร็จจะได้รับประกาศนียบัตรกลับไปโชว์ให้ภูมิใจอีกด้วย
Bamboo Rock Garden Hotel Bamboo Rock Garden Hotel ที่พักแห่งนี้แต่เดิมเป็นที่พัก สถานที่จัดงานและสัมนาของข้าราชการ เพิ่งมาช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาจึงเปิดให้บุคคลทั่วและนักท่องเที่ยวได้เข้าพัก โรงแรมแห่งนี้เป็นรีสอร์ทขนาดใหญ่ มีคอนเซ็ปต์ที่น่าสนใจเพราะผู้ออกแบบให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมและธรรมชาติ การดีไซน์อาคารคำนึงถึงการใช้พลังงาน โดยมีการคำนวณเรื่องแสงและทิศทางลม โดยพื้นที่โดยรอบส่วนใหญ่โปร่งมีแสงและลมพัดผ่าน เพื่อเป็นการประหยัดพลังงานไฟฟ้าไม่ต้องเปิดไฟหรือเครื่องปรับอากาศหากไม่จำเป็นด้านหลังของโรงแรมอยู่ติดกับภูเขา ทางโรงแรมมีการจัดกิจกรรมเดินป่า แขกที่มาเข้าพักสามารถเพลิดเพลินกับธรรมชาติทั้งจากต้นไม้และสัตว์นานาพันธุ์ โดยเฉพาะผีเสื้อซึ่งมีให้เห็นหลากสายพันธุ์บริเวณเทรลนี้ บริเวณห้องอาหารเช้าของที่นี่มีความพิเศษเพราะจัดอยู่ริมระเบียงทางด้านนอกยื่นออกไปจากตัวอาคาร นอกจากจะได้ชมทัศนียภาพความสวยงามของทะเลสาบสุริยันจันทราในช่วงเช้าแล้ว ยังมีกลุ่มแขกพิเศษอย่างฝูงลิงป่าที่เดินเพ่นพ่านสัญจรอวดตัวกันทุกเช้า มองเผินๆเหมือนกลุ่มนักเรียนตัวน้อยเดินเข้าแถวเรียงกันไปโรงเรียน โดยมีแม่ลิงเป็นผู้กำกับนำแถว น่ารักน่าเอ็นดูจนทำให้ช่วงเวลาอาหารเช้าของที่นี่เป็นไฮไลท์ที่รู้กันในหมู่แขกที่มาใช้บริการเป็นประจำ ไม่ต้องกังวลเรื่องความปลอดภัยและความสะอาด เพราะฝูงลิงแถวนี้เขาต่างคนต่างอยู่ไม่มายุ่งกับคนเหมือนลิงก๋ากั่นแถวเขาวังของบ้านเรานอกจากอิ่มเอมกับธรรมชาติแล้วโรงแรมนี้ยังมีกิจกรรมเก๋ๆ อย่างเช่นจักรยาน 3 ล้อหรือที่บางคนเรียกกันว่าจักรยานเอกเขนก เพราะต้องนั่งปั่นกันแบบกึ่งนั่งกึ่งนอนให้ลองทดสอบแรงและความเร็วกันด้วย สนุกสนานตื่นเต้นกันได้ทุกวัยทั้งครอบครัว ที่สำคัญมีเส้นทางไว้ให้ปั่นแบบไม่ต้องห่วงเรื่องการจราจรสำหรับสายชิลยามบ่ายสามารถนั่งจิบชาท้องถิ่นขึ้นชื่อของทะเลสาบสุริยันจันทราได้ ทางโรงแรมเขามีจัดบริการ Afternoon Tea ไว้อยู่บริเวณเดียวกับห้องอาหารเช้า